ข้อความต้นฉบับในหน้า
๗๒
“ข้าวสุกเกิดที่ยุ้งข้าว” กิมพิละเป็นผู้ตอบก่อน
เหตุที่ตอบเช่นนี้ เพราะวันหนึ่งเคยเห็นคนตักข้าวเปลือก
จากกุ้ง จึงเข้าใจว่าข้าวสุกเกิดที่ยัง
“ท่านไม่รู้ที่จักเกิดแห่งข้าวสุก” ภัททิยะพูดคัด
ค้านขึ้นและตอบคำถามนั้นว่า “ข้าวสุกย่อมเกิดในหม้อ
ข้าวจึงจะถูก” เหตุที่ภัททิยะตอบดังนี้ เพราะเคยเห็นคน
คดข้าวจากหม้อข้าวนั่นเอง จึงเข้าใจอย่างนั้น
“ท่านทั้ง ๒ ไม่มีใครรู้จักที่เกิดข้าวสุกเลย”
อนุรุทธะกล่าวขัดขึ้นมาปฏิเสธคำตอบของท่านทั้ง ๒
แล้วตอบคำถามนั้นตามความเข้าใจของตนเองว่า “ข้าว
สุกเกิดขึ้นที่ถาดทองคำใบใหญ่ประมาณศอกกำมา จึงจะ
ถูกต้อง”
คำตอบของพระอนุรุทธะนี้ ท่านตอบเพราะไม่เคย
เห็นคนตักข้าวหรือหุงข้าว หรือคดข้าวเลย เคยเห็นแต่ข้าว
สุกในถาดทองคำที่มีคนนำมาวางไว้ข้างหน้าเท่านั้น
จึงเข้าใจว่าเวลาต้องการบริโภคข้าว ข้าวจึงเกิดขึ้นใน
ถาดทองคำ ก็เป็นอันว่ากษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์ ไม่มี
ท่านผู้ใดรู้จักที่เกิดแห่งข้าวสุกเลย และเพราะการไม่รู้จัก
การงานนั้น อนุรุทธะจึงถามมหานามะว่า
“พี่ การงานของผู้ครองเรือนนั้นได้แก่อะไร”
มหานามะจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นพี่จะสอนการ
งานของผู้ครองเรือนให้แก่น้อง เริ่มขั้นแรกต้องให้ไถนา
ก่อน ครั้นไถแล้วต้องให้หว่านข้าว เมื่อหว่านแล้วต้อง
ไขน้ำเข้า พอไขน้ำเข้าแล้วต้องให้ปรับระดับน้ำให้เสมอ
ครั้นปรับระดับน้ำเสมอแล้วต้องให้ถอนหญ้า เมื่อถอน
หญ้าแล้วต้องให้เกี่ยวข้าว พอเกี่ยวแล้วต้องให้ขนข้าวเข้า
ลาน ครั้นขนเข้าลานแล้วต้องทำเป็นกองไว้ เมื่อทำ
เป็นกองไว้แล้วต้องให้นวดข้าว พอนวดแล้วต้องให้สูง
ฟางทิ้ง แล้วต้องให้โปรยหรือสาดข้าวลีบทิ้ง ครั้นโปรย
หรือสาดข้าวลีบทิ้งแล้วต้องให้ขนขึ้นยุ้งฉางเก็บไว้ และจะ
ต้องกระทำอย่างนี้เป็นประจำทุกปีไปไม่มีจุดจบเลย”
อนุรุทธะฟังเรื่องการงานแล้วกล่าวว่า
“การงานทั้งหลายไม่รู้จักจบสิ้น ที่สุดของงาน
นั้นมองไม่เห็นเลย เมื่อไรการงานทั้งหลายจึงจะสิ้น
ไป เมื่อไรเราจึงจะไม่ต้องกระทำอะไร แล้วจะได้รับ
ความสุขในกามารมณ์อย่างเต็มที่”
มหานามะจึงกล่าวชี้แจงว่า
“อนุรุทธะ การงานทั้งหลายย่อมไม่รู้จักจบสิ้น
หรอกนะ ที่สุดแห่งการงานทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ
แม้เมื่อการงานยังไม่สิ้น มารดาบิดา ปู่ย่า ตายาย ของ
เราก็สิ้นชีวิตตายไปก่อนแล้ว”
นามะว่า
อนุรุทธะคิดเบื่อหน่ายต่อการงานจึงบอกกับมหา
“ถ้าอย่างนั้น ขอพี่จงอยู่ครองเรือนเถิด ข้าพเจ้าจะ
ออกบวชเอง"
ทันทีที่อนุรุทธะตกลงปลงใจออกบวช จึงเข้า
ไปทูลพระมารดาว่า
“หม่อมฉันอยากจะบวช ขอพระมารดาจงอนุญาต
แก่หม่อมฉันเถิด”
พระมารดาตรัสว่า
“ลูกทั้ง ๒ เป็นบุตรสุดที่รักใคร่พอใจของ
มารดาทั้งนั้น แม้แต่ตายไปมารดาก็ไม่ยอมจะจากลูก
ไป ก็เมื่อลูกยังมีชีวิตอยู่ มารดาจะอนุญาตให้ลูกออกบวช
ได้อย่างไร”
อนุรุทธะแม้จะถูกพระมารดาตรัสห้าม ก็พยายาม
เฝ้ารบเร้าอ้อนวอนทูลขออนุญาตเป็นครั้งที่ ๒ และ
๓ ตามลำดับ แต่ก็ถูกพระมารดาตรัสห้ามอย่างนั้นอีก
แต่ในที่สุดพระมารดาทรงพิจารณาดู เห็นว่าอนุรุทธะมี
ใจแน่วแน่ที่จะออกบวช จึงทรงคิดหาอุบายที่จะไม่ให้
อนุรุทธะออกบวช ก็ทรงดำริถึงภัททิยราชาผู้เป็น
พระสหายของอนุรุทธะว่า “ภัททิยราชานี้ได้เป็นพระราชา
ของศากยะทั้งหลาย ท่านคงจะไม่อาจออกบรรพชา
ได้" จึงได้ตรัสบอกกับอนุรุทธะโดยถือเป็นข้อตกลงกันว่า
“พ่ออนุรุทธะ ถ้าภัททิยราชาเสด็จออกทรงผนวช
ลูกก็จงบรรพชาเถิด”
อนุรุทธะไม่ได้รอช้าให้เสียเวลาแม้แต่น้อย รีบไป
เฝ้าภัททิยราชาและทูลด้วยความคุ้นเคยกันว่า
“สหายเอ๋ย การบรรพชาของเราเนื่องด้วยการ
บรรพชาของสหาย”
ภัททิยราชาจึงตรัสว่า “ถ้าการบรรพชาของสหาย
เนื่องด้วยการบรรพชาของเรา หรือไม่ก็ตามทีเถอะ การ
บรรพชานั้นก็จะมีขึ้น เราก็จะบรรพชากับสหาย ขอ
Kalyanamitra.org
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑