ข้อความต้นฉบับในหน้า
อะไรมากระทบร่างกายส่วนไหนก็ตาม ประ
สาทกายส่วนนั้นก็ส่งมาให้ใจ ใจรับเอาไว้
เรียกว่า สัมผัส (ความจริงต้องเรียกว่า โผฏ
ฐัพพะ แต่เราใช้กันผิด ๆ จนกลายเป็นถูกไป
แล้ว)
เป็นอันว่า ใจทำหน้าที่ขั้นต้นคือ รับ
ทันทีที่ใจรับนั้น ไม่ว่าจะรับผ่านทางตา
ทางหู ทางปาก ทางจมูก ทางลิ้น หรือ
ทางกายก็ตาม ใจจะเปลี่ยนสิ่งที่ได้รับมา
นั้นให้เป็นภาพทั้งหมด เพราะฉะนั้นเวลา
กลิ่นน้ำพริกแมงดาลอยมานั่นน่ะ พอกระ
ทบจมูกปั๊บ ได้กลิ่นแล้วใจจะเปลี่ยนกลิ่นเป็น
ภาพน้ำพริกแมงดาทันที เสียงที่มากระทบ
หูพอผ่านไปถึงใจ ใจรับไว้แล้วก็เปลี่ยนเป็น
ภาพได้เลยเหมือนกัน ใครเข้าถึงธรรมกาย
ชัด ๆ จะเห็นทันทีว่าเสียงเปลี่ยนเป็นภาพได้
กลิ่นเปลี่ยนเป็นภาพได้ รสเปลี่ยนเป็นภาพได้
สัมผัสทางกายก็เปลี่ยนเป็นภาพได้ ทำนอง
เดียวกับคลื่นไฟฟ้าที่ลอยมากลางอากาศ พอ
เข้าตู้ทีวีใบ คลื่นไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นภาพกับ
ให้เราได้ดูทันที
ใจของเราทำหน้าที่ขั้นที่หนึ่ง คือ รับ
ทุกสิ่งที่กระทบผ่านประสาทสัมผัสแล้ว
แปลงเป็นภาพหมด หลวงพ่อวัดปากน้ำ
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
(พระมงคลเทพมุนี) ท่านจึงเรียกว่า ใจ
ทำหน้าที่เห็น ภาษาพระเรียกว่า เวทนา
ขั้นตอนที่สอง เป็นขั้นตอนจำ คือ
หลังจากเห็นแล้วใจก็บันทึกเอาไว้ด้วย ไม่
ได้ปล่อยทิ้งเปล่า ใจเราสามารถบันทึก
ภาพทุกชนิดได้ ทำนองเดียวกับอะไร? ทำนอง
เดียวกับวีดีโอเทปอย่างนั้นแหละ แต่ชัดกว่า
คงทนกว่า คือคงทนถาวรชนิดข้ามภพข้ามชาติ
ได้ เวลาคนใกล้ตายภาพต่าง ๆ ที่เคยทำ
มาตลอดชีวิตจะกรอกลับมาให้เห็น ใครทำ
ความชั่วเอาไว้มาก ภาพที่กรอกลับมาก็ร้าย ๆ
ทั้งนั้น แล้วความกลัวเวรกรรมจะตามสนอง
ก็เลยทำให้ต้องร้องโหยหวนเหมือนควายถูก
เชือดอย่างนั้นแหละ ตรงกันข้าม ถ้าใครทำ
ความดีมาตลอดชีวิต เวลาใกล้ตาย ภาพที่
กรอกลับมาให้ดู ก็มีแต่เรื่องทำบุญให้ทาน
รักษาศีล นั่งสมาธิ แม้สิ้นใจตายแล้วหน้าตาก็
ยังผ่องใส ยิ้มตาย ไม่ใช่ตาเหลือกตาถลนตาย
พวกตาเหลือกตาค้างที่เรียกว่านอนตายตาไม่
หลับนั้น เพราะเขาทำแต่ความเลวร้ายเอาไว้
จึงกลัวจนตาเหลือกลานไปหมด ใจคนเรา
สามารถบันทึกภาพได้ คือจำได้ ภาษา
พระเรียกว่า สัญญา
ขั้นตอนที่สาม เป็นขั้นตอนคิด คือ
หลังจากใจเห็นแล้วก็จำ เมื่อจำได้แล้ว ก็เอา
มาติดต่อ การจำก็คือการเก็บข้อมูล เมื่อเก็บ
ข้อมูลได้แล้วใจก็เอามาคิด จะคิดดี คิดชั่ว
คิดผิดคิดถูก คิดควรไม่ควรอย่างไรก็แล้วแต่
คำว่าคิดนั้นภาษาพระเราเรียกว่า สัง
ขาร
ขั้นตอนที่สี่ เป็นขั้นรู้ หลังจากคิด
แล้ว จะคิดใกล้คิดไกล คิดสั้นคิดยาว คิดรอบ
คิดลึก หรือไม่ก็ตาม ในที่สุดก็ตัดสินใจเชื่อว่า
เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ภาษาพระเราเรียกว่า
วิญญาณ คือ รู้นั่นเอง
เป็นอันว่าใจคนเราทำหน้าที่ ๔ ขั้น
ตอนคือ เห็นเรียกว่าเวทนา จำเรียกว่า
สัญญา คิดเรียกว่า สังขาร รู้เรียกว่าวิญ
ญาณ ทั้งเห็น จำ คิด รู้ ๔ อย่างนั้นคือ
หน้าที่ของใจ รวมกับรูปก็กลายเป็น ๕
ตกลงทั้งเนื้อทั้งตัวเรา ถ้าพูดในเชิงชีววิทยา
ต้องบอกว่ามีองค์ประกอบ ๕ ส่วนด้วยกัน
คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โบ
ราณก็เลยสรุปว่าคนเรานี้มีคนละ ๕ ขันธ์
ไม่ครบไม่ได้ ถ้าไม่ครบเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อ
นั้น
ไปมีเมียมาอีกคนหนึ่งก็ได้มาอีก ๕ ขันธ์
ได้ลูกมาอีกคนก็บวกเข้ามาอีก ๕ ขันธ์ เป็น
๑๕ เข้าไปแล้ว หลวงพ่อก็ยังแปลกใจเหมือน
กัน เมื่อก่อนนี้เขามีลูกกัน ๑๐ คน เฉพาะลูก
ก็ ๕๐ ขันธ์เข้าไปแล้ว แบกกันได้อย่างไร
บางคนมีลูกโหลหนึ่งพอดี ๖๐ ขันธ์ เดี๋ยวนี้
เห็นมีลูกกันคนสองคนก็ร้อง โอ๊ย! เข็ด เปิด
เทอมแต่ละครั้งร้องเลย บางคนร้องไม่ออก
นึกว่าไม่เป็นอะไร เปล่า เป็นอย่างหนัก
ด้วย แล้วทำไมไม่ร้อง มันจุก ร้องไม่ออก ค่า
เทอมมันแพงจัด!
อ่านต่อฉบับหน้า
๗๙
Kalyanamitra.org