ข้อความต้นฉบับในหน้า
ชาวบ้าน ชาตินี้คงจะเอาดีไม่ได้เลยซึมเซาท้อ
แท้เบื่อหน่าย เซ็ง กลุ่ม กลายเป็นจับต้นชน
ปลายอะไรไม่ค่อยจะถูกก็มี
จะดูหน้าตากิเลสมารได้
ที่ไหน
กิเลสมาร ๓ ตระกูลนี้หากเกิดขึ้นกับ
ใครแล้ว ย่อมขัดขวางการทำความดีให้หมด
ไป ตั้งแต่โลภ เห็นแก่ได้ โกยเอา ๆ เข้าตัวเอง
นี่ก็เป็นการขัดขวางความดี บางคนประเดี๋ยว
ก็โกรธ ประเดี๋ยวก็โทสะจะทำลาย จะล้าง
จะผลาญเขา เลยถูกอัดด้วยแข้งบ้างเข่าบ้าง
กลับมานอนซมหมดโอกาสทำความดี บาง
คนหลงใหลมัวเมามากนักก็ไม่มีโอกาสท่า
ความดีอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระสัม
มาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเรียกกิเลสมารเหล่านี้
ว่าเป็นมาร
กิเลสมารทั้ง 7 ตัวนี้ จริง ๆ แล้วมัน
อาศัยอยู่ในใจของเรานั่นเอง คนที่ฝึกสมาธิ
ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งใจใสเข้าถึงธรรม
กายแล้ว จึงมีสิทธิ์เห็นตัวกิเลสมารตก
ตะกอนนอนก้นอยู่ในใจได้ชัดเจน คนไม่
ปฏิบัติธรรม ไม่ฝึกสมาธิ บางทีกิเลสมารใน
เวลานึกอยากจะได้อะไรสุดขีด แต่ขอ
เขาก็ไม่ให้ ซื้อเขาก็ไม่ขาย ไปดูเถอะหน้าใน
กระจกนั่นแหละ จะเห็นเจ้าตาโต ๆ วาวๆ
กะลิ้มกะเหลี่ยเป็นผลสะท้อนของ เจ้าโลภะ
ชัดแจ๋วทีเดียว
กิเลสมาร เป็นมารฝูงที่หนึ่ง บ้านช่อง
ห้องหอของมันอยู่ไม่ไกล อยู่ในใจของเรานี่เอง
เวลามันอาละวาดมันก็เข้าบีบบังคับยึดครอง
ใจ ทำให้ใจขุ่นคลักยิ่งกว่าโคลนตม ใจยิ่งขุ่น
มากเท่าไหร่ ความคิดก็ยิ่งวิปริตมากขึ้นเท่านั้น
แล้วเราก็ตกเป็นทาสยอมสยบอยู่แทบเท้าของ
มันโดยไม่รู้ตัว ทำความชั่วตามที่กิเลสมารมัน
สั่ง เหมือนวัวควายที่ถูกสนตะพาย ไม่ว่า
เจ้าของจะดึงเชือกที่ร้อยจมูกไว้ให้ไปทางไหน
มันก็ต้องไปทางนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความ
เลวร้ายของกิเลสมารไว้ว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ราคะ โทสะ
โมหะ ที่บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังไม่ได้ละ
แล้ว บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า เป็นผู้อันมาร
ผูกไว้แล้ว สวมบ่วงแล้ว และถูกมารผู้มี
บาปกระทำได้ตามความพอใจ”
ตัวแผลงฤทธิ์จนแสดงอาการน่าเกลียดออก มารฝูงที่ ๒ ขันธมาร
หน้าออกตา จนชาวบ้านชาวเมืองเห็นกันทั่ว
แล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ กลับหลงเข้าใจว่าตัว
เองเก่งเสียอีก น่าสงสารจริง ๆ
ถามว่ามีใครเคยเห็น ตัวขี้เกียจ บ้าง
ไหม ถ้าอยากจะรู้ว่าตัวขี้เกียจหน้าตามันเป็น
ยังไงละก็ไม่ยาก หลวงพ่อขอแนะนำว่า ตื่นเช้า
ขึ้นมาอย่าเพิ่งรีบล้างหน้า ไปยืนหน้ากระจกดู
ให้ดี ๆ เจ้าตาปรอย ๆ ผมยุ่ง ๆ หน้าตาโหล ๆ
เหลๆ นั่นแหละเป็นผลสะท้อนของเจ้าตัวขี้เกียจ
มันอยู่ใน ตระกูลโมหะ
ถ้าวันนั้นอารมณ์พลุ่งพล่าน อยากจะ
ใช้กำปั้นต่อยปากใครซักคน หรืออยากจะ
เหยียบใครให้แบนแต๊ดแต่ละก็ รีบไปส่อง
กระจกดู จะเห็นเจ้าตาขวาง ๆ ปากสั้น ๆ ขบ
เขี้ยวเคี้ยวฟันกรอด ๆ นั่นแหละผลสะท้อนของ
เจ้าตัวโทสะ
๗๘
ในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า ตอนหนึ่ง
เราสวดว่า “รูปูปาทานักขันโธ เวทนูปาทา
นักขันโธ สัญญปาทานักขันโธ สังขารู
ปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ”
หมายความว่าอะไรรู้ไหม? ก็หมายความว่า
ตัวของเราขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้ ประกอบด้วย
องค์ประกอบขั้นต้น ๒ ส่วนคือ
๑. ส่วนที่เป็นร่างกาย
๒. ส่วนที่เป็นจิตใจ
ส่วนที่หนึ่งเป็นร่างกาย ภาษาพระเรา
เรียกว่า รูป
ส่วนที่สองคือส่วนละเอียดที่ทำหน้า
ที่ควบคุมรูป เรียกว่า ใจ สำหรับส่วนที่เป็น
*พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม ๒๕ ข้อ ๒๔๖ ราค
สูตร
Kalyanamitra.org
รูป
เสียง
กลิ่น
ร
สัมผัส
ธรรมารมณ์-
ใจ-
ใจนั้น สามารถแบ่งต่อไปได้อีกตามขั้นตอน
การทำงาน หรือตามปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้น
ภายในขณะทำงานเป็น ๔ ขั้นตอน ต่อเนื่อง
กันไป คือ
ขั้นตอนที่หนึ่ง เป็นขั้นตอนรับรู้
คือถ้ามีภาพอะไรมากระทบตาแล้ว ประสาท
ตาก็ส่งรายงานไปให้ใจ ใจก็รับเอาไว้ เรา
เรียกว่า เห็น เป็นการเห็นด้วยใจ ไม่ใช่เห็น
ด้วยตา ข้อพิสูจน์คือ คนตาย ลูกนัยน์ตาก็ยัง
มีอยู่ แต่ไม่เห็น ทำไมไม่เห็นทั้งที่เลนซ์ตายังไม่
เน่า ไม่เปื่อย ตอบว่า ไม่เห็น เพราะไม่มีใจเสีย
แล้ว
เมื่อมีเสียงมากระทบหู ประสาทหู
ก็ส่งไปให้ใจ ใจรับไว้เราเรียกว่า ได้ยิน แต่
ไม่ใช่ได้ยินเพราะอวัยวะหูอย่างเดียว คน
ตายหยก ๆ นี่ ถ้าเราตะโกนเรียกว่า
“แม่อย่าเพิ่งไปนะ....กลับมาก่อน...”
แม่ได้ยินไหม? ไม่ได้ยินหรอก ตายเสีย
แล้ว หูยังมียังไม่เน่าเปื่อย แต่ว่าไม่ได้ยิน
เพราะไม่มีใจ
เมื่อมีกลิ่น เช่นกลิ่นน้ำพริกแมงดา
มากระทบจมูก เตะจมูกผาง ๆ ประสาทจมูกก็
ส่งรายงานไปให้ใจ ใจรับไว้เรียกว่า ได้กลิ่น
เมื่อมีอาหารมากระทบลิ้น ประสาทที่ลิ้นก็ส่ง
ไปให้ใจ ใจรับไว้เรียกว่า ลิ้มรส เมื่อมีวัตถุ
กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑