ข้อความต้นฉบับในหน้า
๗๔
ในที่สุดบุคคลทั้ง ๗ ก็พากันไปเฝ้าพระบรม
ศาสดา ณ อนุปิยนิคม แล้วกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท
ในพระธรรมวินัย พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต
๓. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้มี
ปัญญาทราม
เมื่อพระอนุรุทธเถระตรึกอยู่อย่างนี้ พระผู้มีพระ
แต่ก่อนที่พระบรมศาสดาจะทรงประทานการ ภาคเจ้าเสด็จมาถึงทรงทราบว่าท่านอนุรุทธะกำลังตรึก
บรรพชา ท่านพระอนุรุทธะได้กราบทูลขอให้พระพุทธ
องค์ทรงประทานการบรรพชาแก่อุบาลีกัลบกก่อน เพื่อลด
ขัตติยมานะของพวกตนให้เบาบางจากขันธสันดาน พระ
บรมศาสดาก็ทรงอนุญาตตามประสงค์นั้น
ผู้ที่บรรพชาพร้อมกันนั้น พระภัททิยเถระได้
สำเร็จพระอรหัตผลภายในพรรษานั้น ท่านพระ
ภัคคุ ท่านพระกิมพิละ ท่านพระอุบาลี สำเร็จ
เป็นพระอรหันต์ในภายหลัง ท่านพระเทวทัตได้
สำเร็จสมาบัติ ๘ แสดงปุถุชนฤทธิ์ได้ ท่านพระ
อานนท์ได้สำเร็จเพียงโสดาปัตติผล
ส่วนท่านพระอนุรุทธะ เบื้องแรกได้สำเร็จทิพย
จักษุญาณก่อน แต่การณ์ที่จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
นั้น เพราะได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา
ที่ชื่อว่า “มหาปุริสวิตักกสูตร” อันมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์
อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ความว่า เมื่อท่านเรียน
พระกัมมัฏฐานในสำนักของพระสารีบุตรเถระแล้ว ได้
เช่นนั้น ทรงอนุโมทนาว่า
“ชอบละ ๆ อนุรุทธะ เธอตรึกตรองธรรมที่พระ
มหาบุรุษตรึกตรอง ถ้าอย่างนั้น เธอจงตรึกธรรมที่
พระมหาบุรุษตรึกเป็นข้อที่ ๘ ว่า
25.
ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่ให้
เนิ่นช้า ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมให้เนิ่นช้า”
ครั้นพระพุทธองค์ตรัสสอนท่านพระอนุรุทธะดังนี้
แล้ว ก็เสด็จนิวัติสู่ที่ประทับของพระองค์
ส่วนพระอนุรุทธเถระบำเพ็ญเพียรต่อไปก็ได้สำเร็จ
พระอรหัตผล เป็นพระมหาขีณาสพ แล้วคิดว่า “พระ
บรมศาสดาทรงรู้จักใจเรา เสด็จมากระทำให้มหาปุริสวิตก
ข้อที่ ๘ เต็มบริบูรณ์ เป็นอันว่าเราได้สำเร็จความประสงค์
แล้ว จึงนึกถึงพระธรรมเทศนาอันไพเราะของพระพุทธองค์
และนึกถึงธรรมที่ตนได้รู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ก็เปล่งอุทาน
คาถาขึ้นว่า
“มม สงฺกปฺปมญฺญาย สตฺถา โลเก อนุตฺตโร”
ไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ป่าปาจีนวังสมฤคทายวัน เป็นต้น มีความว่า “พระบรมศาสดา ผู้เยี่ยมใน
แว่นแคว้นเจติยะ
โลก ทรงทราบความดำริของเรา แล้วเสด็จมาหา
ขณะเจริญสมณธรรมอยู่นั้น ได้ตรึกตรองถึงมหา เราด้วยกายอันสำเร็จด้วยใจ (ด้วยอิทธิฤทธิ์)
ปุริสวิตก ๘ ประการ คือ
๑. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีความปรารถนาน้อย
ไม่ใช่ของผู้มีความปรารถนาใหญ่
ความดำริของเรามีอย่างไร พระพุทธองค์ผู้ทรงยินดี
ในธรรมอันไม่เนิ่นช้า ผู้ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ทรง
แสดงธรรมอันไม่เนิ่นช้าแล้ว เราได้รู้จักธรรม
๒. ธรรมนี้เป็นของผู้มีสันโดษ ยินดีด้วยของที่ ของพระองค์ เป็นผู้ยินดีในพระศาสนา ได้สำเร็จ
มีอยู่ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ
วิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ ได้กระทำตามคำสั่งสอนของ
๓. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้สงัดแล้ว ไม่ใช่ของผู้ยินดี พระพุทธองค์แล้ว”
ในหมู่คณะ
๔. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปรารภความเพียร ไม่
ใช่ของผู้เกียจคร้าน
ต่อมาภายหลัง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ
นั่งอยู่ที่พระเชตวันวิหาร ทรงประกาศแต่งตั้งพระอนุ
รุทธเถระไว้ในตำแหน่ง “เอตทัคคะ” ดังมีปรากฏใน
๕. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่ของผู้ พระบาลีคัมภีร์อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ความว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอนุรุทธะเป็นเอตทัคคะ
มีสติหลงใหล
5. ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้มีใจตั้งมั่น ไม่ใช่ของ หรือเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของ
ผู้มีใจไม่ตั้งมั่น
ตถาคต ในฝ่ายที่มี “ทิพยจักษุ
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑