ข้อความต้นฉบับในหน้า
กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
สหายจงบรรพชาตามสบายเถิด”
อนุรุทธะฟังคำนั้นแล้วจึงกล่าวชวนว่า
“เรามาไปบรรพชาด้วยกันเดี๋ยวนี้เลย”
ภัททิยราชาตรัสปฏิเสธว่า “เรายังไม่อาจบรรพชา
ได้ แต่สิ่งใดที่เราอาจกระทำแก่สหายได้ เราก็จะช่วยกระ
ทำสิ่งนั้นให้ ขอสหายจงบรรพชาก่อนเถิด “
อนุรุทธะกล่าวอ้างถึงพระมารดาและทวงพระวาจา
ของภัททิยราชาขึ้นว่า
“พระมารดาได้บอกแก่เราว่า ถ้าหากภัททิยราชา
เสด็จออกทรงผนวช ลูกจงบรรพชาเถิด และสหายก็
ได้กล่าวกับเราแล้วว่า ถ้าบรรพชาของท่านเนื่องกับ
ของเราหรือไม่ก็ตามทีเถอะ การบรรพชานั้นก็จะมีขึ้น
เราก็จะบรรพชากับสหาย ขอสหายจงบรรพชาตามสบาย
เถิด เพราะฉะนั้นเราทั้งสองจะต้องบรรพชาด้วยกัน”
อนึ่ง ในสมัยนั้น บุคคลทั้งหลายเป็นผู้กล่าว
คำสัตย์ เป็นผู้รักสัจวาจา
เมื่ออนุรุทธะกล่าวทวงพระวาจาของภัททิยราชา
ขึ้นเช่นนั้น ภัททิยราชาจึงตรัสบอกกับอนุรุทธะว่า
“สหายเราจะกระทำตามที่พูดแล้วนั้น แต่
ให้สหายรอสัก ๗ ปีเถิด ต่อเมื่อล่วง ๗ ปีไปแล้วเราจึง
จะบรรพชาพร้อมกัน”
อนุรุทธะกล่าวแย้งว่า
“เวลา ๓ ปีนั้นนานเกินไป เรารอไม่ได้”
ภัททิยราชาจึงตรัสขอให้รอลดลงเป็น 5 ปี ๕
ปี ๔ ปีลดเรื่อยลงมาจนเหลือเพียง ๑ ปี
อนุรุทธะก็ตอบว่า
“เวลา ๑ ปี ก็รอไม่ได้”
ภัททิยราชาจึงตรัสขอลดลงมาว่า
“ขอให้รอสัก ๓ เดือนได้ไหม”
อนุรุทธะก็ตอบปฏิเสธทันทีว่า
“เวลา ๓ เดือนก็รอไม่ได้”
ภัททยิราชาจึงตรัสขอลดลงมาเป็น 5 เดือน ๕
เดือนและลดลงมาจนเหลือเพียงครึ่งเดือน แต่ก็ได้ทรง
สดับฟังค่าปฏิเสธจากอนุรุทธะว่า
ได้
“แม้เวลาครึ่งเดือนหรือ ๑๕ วัน ก็ยังนานนักรอไม่
ในที่สุดภัททิยราชาจึงตรัสขอลดหย่อนลงมาว่า
“ถ้าอย่างนั้นขอให้รอสัก ๗ วัน พอให้เรา
ได้มอบราชสมบัติให้บุตรและพี่ชายน้องชายเสียก่อนจะ
ได้หรือไม่ประการใด”
อนุรุทธะพิจารณาเห็นว่า เป็นระยะเวลาพอสม
ควรจึงกล่าวตอบว่า
“ได้ เพราะเพียง 5 วันเท่านั้น ไม่นานเกินการณ์
ไป”
ฝ่ายอนุรุทธะเมื่อตกลงกับภัททิยราชาจนเป็นที่เข้าใจ
กันทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นจึงได้ไปเที่ยว
ชักชวนศากยะอื่น ๆ ได้ ๓ ท่าน คือ อานนท์ ภัคคุ
กิมพิละ กับโกลิยวงศ์ ๑ ท่าน คือ เทวทัต และอุบาลี
ผู้เป็นนายภูษามาลาอีก ๑ คน รวมทั้งหมดเป็น ๗ ท่าน
ด้วยกัน
๗
บุคคลทั้ง ๗ ท่าน ได้หาโอกาสเสวยสุขสมบัติ
ใหญ่อยู่ตลอด ๗ วัน เปรียบปานเทพเจ้าเสวยทิพยสมบัติ
ฉะนั้น แล้วเสด็จออกพร้อมด้วยจตุรงคเสนาเหมือนกับจะ
เสด็จประพาสพระราชอุทยาน พอไปถึงเขตแดนของ
กษัตริย์อื่นแล้ว ก็ให้จตุรงคเสนา หรือจตุรงคพลกลับแล้ว
เสด็จเข้าสู่ราชธานีของกษัตริย์อื่นต่อไป
กษัตริย์ทั้ง 5 พระองค์ ทรงเปลื้องเครื่องทรงออก
แล้วห่อส่งให้แก่อุบาลีและกล่าวว่า
“นี่แน่ะอุบาลี เจ้าจงกลับไป ของจำนวนเท่านี้
จักพอเลี้ยงชีพของเจ้าแล้ว”
อุบาลีร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่ใกล้ ๆ พระบาทของ
กษัตริย์เหล่านั้น ไม่ต้องการจะรับเลย แต่ก็จำเป็นจำใจรับ
เพราะไม่อาจฝ่าฝืนอำนาจได้ ครั้นรับมาแล้วก็กลัว
ความเข้าใจผิดของพวกศากยะจะคิดว่าเราฆ่าพวกราช
กุมารเพื่อชิงเอาเครื่องประดับ พวกศากยะเป็นพวกดุร้าย
อาจลงพระราชอาชญารับสั่งฆ่าเราเสียก็ได้ จึงฉุกคิดขึ้น
ว่า เหตุไรศากยะเหล่านี้ได้สละของมีค่าเหล่านี้เหมือนกับ
ถ่มเขฬะ แล้วออกบรรพชาได้ คิดแล้วจึงเอาห่อเครื่อง
ประดับแขวนไว้ที่กิ่งไม้และบอกว่าผู้ต้องการจงถือเอาไป
เถิด แล้วรีบกลับไปหากษัตริย์เหล่านั้น เมื่อพวกกษัตริย์
ตรัสถามถึงการกลับมา ก็ทูลแจ้งความประสงค์ของตน
ให้ทรงทราบ และได้รับความเห็นชอบ
Kalyanamitra.org
๗๓