การให้เหตุผลและการถกเถียง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 8 หน้า 91
หน้าที่ 91 / 124

สรุปเนื้อหา

ธรรม ๑ อย่าง) ได้หรือไม่?” - บุคคลวาทปฏิเสธว่า “ไม่ได้” (เราจะเรียกประโยคนี้ inline เมื่อได้รับคำตอบตามที่คาดไว้ ว่า "q") เถรวาทจึงประกาศความพ่ายแพ้ของ และ แบบเดียวกับที่เถรวาทชนะบุคคลวาท ยังขาดความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับ ทั้งนี้เพราะเถรวาทไม่สามารถรักษากฎ กฎการให้เหตุผลแบบอันวยะ การให้เหตุผลได้ ทำให้เกิด "-p>q วยติเรกะ ทำให้คำสอนเรื่องโลกที่ บุคคลวาทจึงประกาศความพ่ายแพ้ของ พิสูจน์ได้กับโลกที่อยู่พ้นการพิสูจน์ เถรวาทดังนี้ ซึ่งต้องอาศัยหลักการให้เหตุผลแบบ "เถรวาท เธอปฏิเสธคำตอบข้อแรก ตรรกวิทยามาพิจารณา กลายเป็น บุคคลวาท เพราะเหตุที่ฝ่ายหลังไม่ แล้ว เธอก็ควรปฏิเสธคำตอบข้อหลังด้วย คำสอนที่ไม่ชัดเจนไป ผู้เขียนขอนำ สามารถรักษากฎการสื่อสาร ๒ ข้อ ("p-q") แต่นี่เธอกลับปฏิเสธข้อแรก แผนผังข้างต้นมาสร

หัวข้อประเด็น

- การให้เหตุผลและการถกเถียง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ธรรม ๑ อย่าง) ได้หรือไม่?” - บุคคลวาทปฏิเสธว่า “ไม่ได้” (เราจะเรียกประโยคนี้ inline เมื่อได้รับคำตอบตามที่คาดไว้ ว่า "q") เถรวาทจึงประกาศความพ่ายแพ้ของ และ แบบเดียวกับที่เถรวาทชนะบุคคลวาท ยังขาดความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับ ทั้งนี้เพราะเถรวาทไม่สามารถรักษากฎ กฎการให้เหตุผลแบบอันวยะ การให้เหตุผลได้ ทำให้เกิด "-p>q วยติเรกะ ทำให้คำสอนเรื่องโลกที่ บุคคลวาทจึงประกาศความพ่ายแพ้ของ พิสูจน์ได้กับโลกที่อยู่พ้นการพิสูจน์ เถรวาทดังนี้ ซึ่งต้องอาศัยหลักการให้เหตุผลแบบ "เถรวาท เธอปฏิเสธคำตอบข้อแรก ตรรกวิทยามาพิจารณา กลายเป็น บุคคลวาท เพราะเหตุที่ฝ่ายหลังไม่ แล้ว เธอก็ควรปฏิเสธคำตอบข้อหลังด้วย คำสอนที่ไม่ชัดเจนไป ผู้เขียนขอนำ สามารถรักษากฎการสื่อสาร ๒ ข้อ ("p-q") แต่นี่เธอกลับปฏิเสธข้อแรก แผนผังข้างต้นมาสรุปดังต่อไปนี้ เพื่อให้ แล้วยืนยันข้อหลัง เป็น "-p>q" เนื่องจาก ข้างต้นได้ ดังนี้ "บุคคลวาทเธอผิดแล้ว เพราะ ในขณะที่ปฏิเสธข้อแรก เธอกลับยืนยัน ถ้าเธอยืนยันคำตอบข้อแรก "p" ข้อหลัง (เป็น -p>q”) เธอจึงพิสูจน์ เธอก็จะต้องยืนยันคำตอบข้อหลังด้วย สมมติฐานของเธอไม่ได้” บุคคลวาทจึง เป็น "pq" แต่นี่เธอยืนยันเฉพาะ ถามเถรวาทต่อไปในรอบที่สาม (นิคคหะ ข้อแรกเท่านั้น และปฏิเสธข้อหลัง เป็น "p>-q" ถ้าเธอปฏิเสธข้อหลัง เธอก็ควรปฏิเสธข้อแรกด้วย (เป็น "-3,-p") แต่ที่กลับยืนยันเฉพาะ ข้อแรก และปฏิเสธข้อหลัง เป็น "p>-q" - อย่างไรก็ตาม ในรอบที่สอง (ซึ่งได้แก่ รอบคำตอบที่ต้องตอบ [ปฏิคม]) บุคคลวาทก็ฉลาดพอ ที่จะพิสูจน์คำตอบของเถรวาทด้วย วิธีการอย่างเดียวกัน คือตั้งคำถาม ว่า "เราไม่รู้ บุคคล” ในแง่ที่มัน | รอบลบล้าง) รอบที่สี่ (อุปนัย: รอบ เป็นจริงอย่างแท้จริงใช่หรือไม่?” เถรวาทตอบว่า "เรารู้ไม่ได้” การนำเหตุผลของเถรวาทมาเป็นของตน เอง) และรอบที่ห้า ซึ่งเป็นรอบสรุป ("-p") (นิคคมนะ) นักปราชญ์ผู้สนใจพระพุทธศาสนา บุคคลวาทถามต่อไปว่า "เราไม่รู้ "บุคคล" อย่างเดียวกับที่เรารู้สิ่งที่มี เริ่มสงสัยเกี่ยวกับวิธีการการให้เหตุผล อยู่จริงใช่หรือไม่?” เถรวาทเกิดความไม่มั่นใจเสียแล้ว จึงตอบ "เรารู้ได้" ("q") ทั้งนี้เพราะ เราจะรู้ "ตัวตนที่พิสูจน์ได้” ซึ่งไม่ เป็นอยู่อย่างแท้จริง ด้วยปัญญาอัน เกิดจากการเห็นรูปธรรม เป็นต้น เห็นว่าแต่ละฝ่ายไม่สมเหตุสมผล อย่างไร แผนผังนี้ผู้เขียนเคยอ้างในที่ อื่นมาแล้ว 6). คำปฏิเสธของเถรวาท สมมติฐานของบุคคลวาทะ "p>-q" ผิด เพราะต้องเป็น "p.g "p>-q" ผิด เพราะต้องเป็น "-q,-p" เพราะฉะนั้น สมมติฐาน "p>-q" จึงผิด จึงผิด ๒. คำตอบของบุคคลวาท สมมติฐานของเถรวาท: "-p>q" ผิด เพราะต้องเป็น "-p,-q" "-p>q" ผิด เพราะต้องเป็น "q.p" เพราะฉะนั้น สมมติฐาน "-pq" ๓. คำปฏิเสธของบุคคลวาท สมมติฐานของเถรวาท : "-p>q ล้มล้างได้ เพราะต้องเป็น-p-q "-p>q" ล้มล้างได้ เพราะต้อง ของพวกอาภิธรรมิกะมาตั้งแต่ต้นศตวรรษ เป็น "g,p" นี้แล้ว ในกถาวัตถุฉบับภาษาอังกฤษ ๔. บุคคลาวาท เพราะฉะนั้น "p-q" จึงล้มล้าง ได้ สมมติฐาน "p>-q" ของเราไม่ คำล้มล้างของเถรวาท "-(p>q)" ของนางริส เดวิดส์ที่มีชื่อว่า "Points of Controversy" นางริส เดวิดส์ กับ ผู้แปลอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวพม่า ได้ ร่วมกันวิเคราะห์วิธีการให้เหตุผลของพวก ผิด เพราะฉะนั้น บุคคลวาทจึงชนะเถรวาท อาภิธรรมิกะในหน้าคำนำ แต่บทวิเคราะห์นี้ Kalyanamitra.org กัลยาณมิตร ๘๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More