ข้อความต้นฉบับในหน้า
ฝนตก จึงควรรีบจับเอาทันทีและยกยอ หรือมิฉะนั้นก็รู้สึกอับอายขายหน้าบันดาล
ให้เด่นขึ้น เช่นว่าการที่เขาคิดถึงเรื่อง ให้เกิดความโกรธเกลียด ความพยาบาท
ฝนตกนั้น เป็นความคิดที่รอบคอบยิ่งนัก
เพราะเมื่อฝนตกแล้ว เราอาจเป็นหวัด
หรือกลายเป็นไข้ได้ง่าย ๆ ความสุข
ขึ้นได้ต่อไป
Q
ในข้อ นั้นข้าพเจ้าได้กล่าวมา
แล้วในบทที่ ๔ ว่าด้วยการคิดหาเหตุผล
ให้ถูกทาง ขอให้ท่านนำเอามาเป็นคำ
แต่ผลที่เราจะได้ดีที่สุดจากการโต้ อธิบายในที่นี้ด้วย
เถียงของเรานั้น เป็นทางที่ ๓ กล่าวคือ
ในข้อ ๒ เป็นการสำคัญนัก เพราะ
สบายที่เราต้องการจะได้รับ ก็จะกลาย เขายอมแพ้และเขาเชื่อเหตุผลของเราด้วย ถ้าเราแยกข้อโต้เถียงออกเป็นส่วน ๆ ไม่ได้
เป็นความไม่สบายไป ดังนี้ คน 1 นั้น เป็นทางที่เราเอาชนะได้อย่างดีเลิศ เป็น
ย่อมถูกยอโดยไม่รู้สึกตัว และบางครั้ง วิธีที่พระพุทธเจ้าของเราทรงใช้มาตลอด
ไม่ทราบว่าความประสงค์ที่แท้จริงของเรา กาล กล่าวคือ เจ้าลัทธิทั้งหลายที่เข้า
คือไม่ต้องการจะไป
มาโต้เถียงกับพระองค์ นอกจากจะจำนน
จนไม่รู้จะกล่าวตอบอย่างไรได้แล้ว ยัง
รวมใจความว่า ข้อสำคัญที่เราจะ
โต้เถียงให้ได้ผล และมิให้เสียทางไมตรี ปลงใจเชื่อในพุทธวาจา จนยอมตนลง
เกิดบาดหมางกันนั้น เราจำเป็นจะต้อง เป็นสาวก เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะโต้เถียง
ยอมรับว่า ข้อเถียงของฝ่ายปรปักษ์นั้น
ถูกต้องอยู่ แต่ยังมีอย่างอื่นอีกที่เขาลืม
นิก
หรือที่เขาปล่อยให้เลยไปเสียด้วย
ความพลั้งเผลอ ไม่ได้เก็บเอามานึก
แต่ต้องไม่ลืมพูดว่า ความคิดความเห็น
ของเขานั้นมีข้อที่ถูกต้องดีอยู่มาก นี้เป็น
ข้อสำคัญยิ่ง ข้าพเจ้าได้เคยพบคำสอน
วันหนึ่งในภาษาอังกฤษ ซึ่งเวลานี้ลืมชื่อ
ผู้แต่งเสียแล้ว จำได้แต่ข้อความอันนั้นว่า
Make the people think they are
all right, they will think you are all
right. (จึงทำให้คนทั้งหลายคิดว่าเขา
คิดถูก เขาจึงจะคิดว่าท่านคิดถูก)
ในการโต้เถียงทุก ๆ เรื่อง เราจะ
เห็นได้ว่า ผลย่อมจะเกิดขึ้น ๓ ทาง
ทางที่ • ฝ่ายปรปักษ์ของเราไม่
ยิ่งเป็นปัญหา
ที่เกี่ยวกับความดีของศาสนา
และความเจริญของบ้านเมือง
หรือความเหมาะสมของอาชีพ
เช่นนี้แล้วก็ไม่บังควรที่จะ
โต้เถียงกันเลน
จงเพ่งเล็ง
แล้ว เราจะหาเหตุผลเข้าไปประกอบไม่
ได้ ข้อเถียงบางอันเมื่อเราฟังเข้าแล้วก็
รู้สึกทันทีว่าผิด แต่บางครั้งเราอธิบาย
ไม่ได้ว่าข้อผิดอยู่ที่ไหน ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ
เราไม่ได้แยกข้อเถียงออกเป็นอัน ๆ
ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างให้ท่านดูอันหนึ่งดังนี้
มีคน ๆ หนึ่งพูดว่า "ข้าพเจ้าเป็น
ไป
ผู้ชาย ท่านไม่ใช่ข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น
ท่านไม่ใช่ผู้ชาย”
หรือว่า “บ้านนายแดงทาสีผิดกับ
บ้านนายเขียว บ้านนายเขียวทาสีผิดกับ
บ้านนายดำ เพราะฉะนั้นบ้านนายแดง
กับบ้านนายดำต้องทาสีเหมือนกัน”
เราได้ฟังครั้งแรกก็รู้สึกทันทีว่า
เป็นคำพูดอย่างโง่ ๆ และผิดด้วยประการ
ทั้งปวง แต่จะให้อธิบายว่าโง่ที่ข้อไหน
ผิดด้วยประการใดนั้นไม่ง่ายนัก เพราะ
ฉะนั้นเขาจึงสอนให้รู้จักแยกข้อโต้เถียง
ออกเป็นส่วน ๆ ว่า ข้อไหนพอที่เราจะ
รับได้ และข้อไหนเป็นข้อที่ผิดแท้ วิธีแยก
นั้นเขาสอนไว้ ดังนี้
ในกิจการอันหนึ่งอันใด
ปรารถนาให้ได้ผลในทางที่ ๓ นี้ ถ้า
หากเราจะหวังเอาผลในทางนี้ไม่ได้แล้ว เอาอุทาหรณ์ข้อ
ก็ไม่โต้เถียงเสียเลยจะดีกว่า อย่างไรก็ดี
ยอมแพ้และไม่เชื่อเหตุผลของเราเสียเลย หลัก 4 ประการที่กล่าวมาข้างต้น จะ
อันเป็นผลที่ใช้ไม่ได้ อย่างเดียวกับว่าเรา ช่วยให้บรรลุผลอันที่ ๓ ได้มาก ๆ
เถียงเสียเวลาเปล่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ทางที่ ๒ ฝ่ายปรปักษ์ของเรายอม
แพ้เพราะจำนนแก่ถ้อยคำไม่มีทางเถียง
๓. ทางที่จะได้ทรงเอาชนะ
ทางที่เราจะเอาชนะในการโต้เถียง
อีกต่อไป แต่เขาก็ไม่เชื่อเหตุผลของเรา | ได้นั้น มีหลักที่จะช่วยอยู่ ๒ ประการคือ
เช่นนี้ก็ยังเป็นผลที่ใช้ไม่ได้
อยู่นั่นเอง
เพราะเขาอาจยอมแพ้เพียงชั่วคราว จน
กว่าจะหาเหตุผลมาโต้เถียงเราต่อไปได้อีก 1 อัน ๆ
๑. เหตุผล และ
๒. การแยกข้อโต้เถียงออกไปเป็น
Kalyanamitra.org
9.
๑ เป็นตัวอย่าง
คำที่เขาพูดว่า “ข้าพเจ้าเป็น
ผู้ชาย” นั้นเรายอมรับได้เพียงครึ่งเดียว
คือว่า เรายอมรับว่า เขาเป็นผู้ชายจริง
แต่เรายอมรับไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้ชายเสีย
คนเดียวในโลก
๒.
คำที่เขาพูดว่า "ท่านไม่ใช่
ข้าพเจ้า” นั้นเรายอมรับได้ทั้งหมด
๓. คำที่เขาลงท้ายว่า "เพราะ
ฉะนั้นท่านไม่ใช่ผู้ชาย” นั้นเรายอมรับ
ไม่ได้เลย เพราะเขาจะเป็นผู้ชายเสียคน
กัลยาณมิตร ๕๗