ข้อความต้นฉบับในหน้า
๒
แน่นอน พระคาถานี้ค่อนข้างคลุมเครือ เรื่องการต่อสู้กันด้วยเหตุผลของฝ่ายเถรวาท | ล้มเหลวในการสื่อสารระหว่างบุคคล
จึงทำให้เกิดการขัดแย้งกันขนานใหญ่ และบุคคลวาท ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง กลุ่มที่มีวัฒนธรรมและความคิด
ดังเช่น ในกถาวัตถุฝ่ายเถรวาทถือว่า การโต้แย้งกันด้วยเหตุผลระหว่างสำนัก แตกต่างกัน กลุ่มหนึ่งพูดในแง่
“ตัวตน” (อัตตา) หรือ "บุคคล" นยายะ และมีบางสาของฮินดูในยุคกลาง ของนักทดลอง "สิ่งใดก็ตามที่เรา
ซึ่งจะเป็นความจริงในโลกก็ได้ เหนือ ของอินเดีย นยายะเป็นพวกที่ชอบพิสูจน์ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ สิ่งนั้นย่อม
โลกก็ได้ ไม่มีอยู่จริง แต่บุคคลวาท ในขณะที่มีมางสาชอบพูดถึงสิ่งที่อยู่เหนือ ไม่เที่ยง” เนื่องด้วยคำที่เปล่งออกมา
ถือว่า "บุคคล” ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็น การพิสูจน์ ทั้งสองพยายามให้ความหมาย (กลุ่มเสียงที่ทำให้เกิดสัญลักษณ์ ๑
ความจริงที่อยู่ในโลกก็ได้ เหนือโลก ของคำว่า "คำที่เปล่งออกมา” (ศัพท์) ตัว) เกิดจากความพยายามของมนุษย์
ก็ได้มีอยู่จริง เถรวาทและบุคคลวาท ดังต่อไปนี้
เพราะฉะนั้น มันจึงไม่เที่ยง เหมือน
จึงขัดแย้งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นด้วย
นยายะตั้งกฏตามหลักตรรกวิทยาว่า กับหม้อซึ่งต้องแตกสลายไปในที่สุด
ประการฉะนี้ กถาวัตถุสนใจปัญหา สมมติฐาน : "คำที่เปล่งออกมา” (ศัพท์)
ความขัดแย้งดังกล่าว จนถึงกับนำมา ไม่เที่ยง ศัพโท อนิตยะ
เป็นหัวใจของเรื่องที่ขัดแย้งทั้งหมด เหตุผล : เพราะมันเป็นผลอันเกิดจาก
เพิ่มเติมด้วยหัวข้อต่าง ๆ ที่ไม่ลง
รอยกัน ซึ่งล้วนแต่มีที่มา
ความขัดแย้งเดิมด้วยกันทั้งสิ้น
กถาวัตถุ จำแนกสิ่งที่มีอยู่
จริงออกเป็น ๒ ประเภทคือ
๑. บุคคลที่พิสูจน์ได้ว่ามีอยู่
พร้อม ๆ กับธาตุที่ประกอบกัน
ได้แก่รูปธรรม
เป็นกายและใจ
เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้กล่าวให้ชัดเจน
การกระทำ กฤตกัตวาต
ตัวอย่าง : เหมือนกับหม้อ (ที่ถูกปั้น)
มิมางสา ซึ่งเป็นนักภาษาศาสตร์
ลงไปว่า บุคคลประเภทนี้จำกัด
ว่ามีอยู่แต่ในโลกเท่านั้น หรือจะ
พิสูจน์ว่าอยู่เหนือโลกก็ได้อย่างไร
๒. ความจริงอีกอย่างหนึ่ง ที่
ประกอบด้วยธรรมทั้งหลายที่พิสูจน์ ฆาตววัต
แบบรวม ๆ กันไป เช่น รูป เวทนา
ฯลฯ ซึ่งเราทราบดีว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ ได้ให้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยา ดังนี้
จริงอย่างแท้จริง (รูปัง อุปลัพภูติ | สมมติฐาน : "คำที่เปล่งออกมา” (ศัพท์)
สัจจิรัฏฐปรมัฏเฐนะ) แต่ก็ยังไม่ชัด เที่ยง (ศัพโท นิตยะ)
เจนว่าสิ่งที่เป็นจริงเหล่านี้จะแยกออก เหตุผล : เพราะมันเป็นเสียงที่เราได้ยิน
มาหรือแตกต่างจากบุคคล ซึ่งถือได้ (นั่นคือเป็นสิ่งที่เราสื่อสารกันได้) (ศรว
ว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้เช่นเดียวกันหรือ ณัตวาต)
ไม่*
ปัญหาการให้เหตุผลในกถาวัตถุ
- เพื่อให้เกิดความกระจ่างใน
ตัวอย่าง : เหมือนกับคำใด ๆ ที่เราเปล่ง
เสียงออกมา (แล้วได้ยิน) (ศัพท์ตววัต)
นี่คือตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็นความ
คำพูดก็เช่นกันย่อมสูญหายไปในไม่
ช้าทันทีที่มันถูกเปล่งเสียงออกมา
อีกฝ่ายหนึ่งพูดในแง่ของจิตใจที่อยู่
เหนือธรรมชาติว่า สัญลักษณ์ที่
เปล่งออกมาเป็นคำพูดจะส่งคำสั่ง
ไปยังผู้ฟัง ให้ถือเอาความหมายและ
ความคิดที่เป็นสาระที่มากับ คำ ๆ
นั้นแทนเสียงของคำ ความหมาย
ของคำและความคิดที่อยู่ในคำ คือ
สิ่งที่จะอยู่เหนือกาลเวลาและ
สถานที่ เพราะฉะนั้น มันจึงเที่ยง
จึงเห็นได้ว่า ทั้ง ๆ ที่พูดถึงคำ ๆ
เดียวกันคือ ศัพท์หรือคำที่
เปล่งออกมา แต่ก็มีข้อสมมติล่วง
หน้าที่ทำให้เกิดความคิดที่แยกออก
ไปเป็นสำนัก ๒ สำนักคือ "ไม่เที่ยง
และ "เที่ยง” ตามลำดับ
ในการใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงเหตุ
ผลตามหลักตรรกวิทยาของอินเดีย
การเชื่อมโยงสมมติฐานและเหตุผล
เข้าด้วยกัน (นั่นก็คือ "สิ่งใดก็ตาม
ที่เป็นผลของการกระทำ สิ่งนั้นย่อม
ไม่เที่ยง” และ “สิ่งใดก็ตามที่เราได้
ยิน สิ่งนั้นย่อมเที่ยง”) เป็นการ
เชื่อมโยงที่เรียกว่า "วยาปติ” หรือ
"การกระจาย” หรือ “การมาคู่กัน
ของคำ ๒ คำ” สมมติฐานที่ไม่ตรงกัน
กัลยาณมิตร ๘๗