ข้อความต้นฉบับในหน้า
อันเนื่องมาจากการเชื่อมโยงเหตุผล เป็นไปได้ที่เราจะโยงควันและไฟเข้าด้วยกัน การถกเถียงกันระหว่างคน ๒ กลุ่ม
(วยาปติ) ที่แตกต่างกัน จะทำให้ ในสถานที่นั้น ๆ แต่ถ้าหากไปโยงกันใน ในกถาวัตถุ แต่ละกลุ่มมีปัญหาใน
เกิดปัญหาในการสื่อสารอย่างเห็นได้ชัด สถานที่อื่น เช่น สระน้ำ คนฟังก็จะเกิด การให้เหตุผล คือไม่สามารถ
ทั้ง ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างพูดถึงคำ ๆ ความไม่แน่ใจว่า ไฟจะไหม้บริเวณสระน้ำ รักษากฎการสื่อสาร ๒ ข้อข้างต้นได้
เดียวกันโดยแท้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อคน ๒
คน ตั้งความคิดของตนไว้ก่อน แล้ว
เชื่อมโยงเหตุผลที่แตกต่างกันไปตาม คน ๒ คน ดังต่อไปนี้
อิทธิพลวัฒนธรรมของตน การสื่อสาร
ได้หรือไม่?
จึงทำให้สมมติฐานที่ตั้งไว้ไม่สมเหตุ
ผู้เขียนขอสรุปกฎการสื่อสารระหว่าง สมผล เริ่มต้นด้วยเถรวาท ไม่
๑.
การเชื่อมโยง คำ ๒ คำเข้า
ระหว่างกันก็จะต้องเกิดปัญหาขึ้น ด้วยกัน จะต้องเป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่เรา
อย่างแน่นอน กรณีความขัดแย้งระหว่าง เข้าใจกันดีอยู่แล้ว เช่น เมื่อพูดถึงควัน
มุสลิม-ฮินดู ในอินเดีย หรือมุสลิม และไฟ เราก็รู้ว่าเราจะหาสองสิ่งนี้ได้
คริสเตียนในเลบานอน หรือปัญหา จากครัว เป็นต้น
เชื้อชาติและศาสนาในไอร์แลนด์เหนือ
รวมทั้งในโซเวียตรัสเซีย ก็เกิดมา
จากการสื่อสารล้มเหลวนี้เช่นกัน
ผู้เขียนมั่นใจว่าเราจะแก้ปัญหา
ความขัดแย้งทั้งในสังคมของชาว
พุทธ และไม่ใช่ของชาวพุทธได้
ด้วยการน่าเหตุผลของคู่ขัดแย้ง
มาปรองดองกัน เช่นเดียวกับการ
แก้ปัญหาด้วยการนำเหตุผลของ
แต่ละฝ่ายมาอภิปรายกันนั่นเอง
ขอย้อนกลับมาที่ปัญหาการ
ให้เหตุผลในกถาวัตถุกันต่อไป
n
ยอมรับแนวความคิดของบุคคลวาท
เรื่อง "บุคคล" (ตัวคน) ว่าเป็นสิ่ง
ที่อยู่ในโลกก็ได้ เหนือโลกก็ได้ เถรวาท
ยกข้อความมาแสดงประโยคดังต่อไปนี้
สิ่งใดก็ตาม (x) ที่เรารู้ว่ามี
6).
อยู่จริงอย่างแท้จริง
๒. การเชื่อมโยงแบบปฏิเสธที่นำ - ประโยคนี้ เราจะเรียกว่าประโยค
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการสื่อสาร ไปสู่การขัดแย้ง เช่น ในที่ที่ไม่มีไฟ
ซึ่งกันและกันระหว่างคน ๒ คน
จะไม่มีควัน” ซึ่งเราจะต้องรู้เหมือน ๆ
การเชื่อมโยงเหตุผลเข้ากับสรุปของ กันว่า เมื่อพูดถึงสิ่งของประเภทอื่น เช่น
ฝ่ายหนึ่ง จะต้องเป็นที่ยอมรับของ สระน้ำ จะไม่มีทั้งควันและไฟในสถานที่
อีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ถ้ามีผู้พยายาม แห่งนั้นแน่นอน
บอกกับคนอื่น ๆ ว่า เกิดไฟไหม้บน กฎทั้ง ๒ ข้อจะช่วยป้องกันเราไม่
เขาไกล ๆ โน้น เขาก็จะต้องบอก ให้เกิดความเข้าใจผิดขณะมีการสื่อสารกัน
ก่อนว่า มีควันไฟพวยพุ่งจากภูเขาลูกนั้น ถ้าหากการสื่อสารใด ๆ ไม่เป็นไปตามกฎทั้ง
เนื่องจากทุกคนทราบดีแล้วว่า เมื่อมี ๒ ข้อนี้ ในที่นั้นก็จะเกิดความไม่เข้าใจ
ควันก็ต้องมีไฟ คนฟังก็ต้องเข้าใจ กัน การถกเถียงกันระหว่างคน ๒ ฝ่าย
เรื่องราวได้ทันทีว่า เกิดไฟไหม้บน ฝ่ายใดก็ตาม ที่ไม่สามารถรักษากฎทั้ง ๒
ภูเขาลูกนั้น ซึ่งก็หมายความว่า ข้อนี้ได้ เหตุผลของฝ่ายนั้นย่อมตกและ
คนฟังสามารถวินิจฉัยได้ว่า มีทาง
"p"
๒. เป็นสิ่งที่เรารู้ได้ อย่างเดียว
กับที่เรารู้สิ่งที่มีอยู่จริงอย่างแท้จริง
ประโยคนี้ เราจะเรียกว่าประโยค
"q"
ทั้ง ๒ ประโยคนี้ เถรวาท
หมายถึงธรรมที่พิสูจน์ได้แบบรวม ๆ
กันไป เช่น รูป เวทนา ฯลฯ ใน
ขันธ์ ๕ โดยเชื่อว่าการแยกเป็น ๒
ข้อ จะทำให้แยกความจริงระหว่าง
รูปธรรมกับบุคคลออกจากกันได้
รูปธรรมถือได้ว่า เป็นความจริงที่พิสูจน์
แบบรวม ๆ กันไป ส่วนบุคคลถือว่า
เป็นความจริงที่แยกออกมาพิสูจน์ได้
จากนั้น เถรวาทจึงถามปัญหา
บุคคลวาทว่า
"เราจะรู้ "บุคคล" ในแง่ที่มัน
เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงอย่างแท้จริงได้หรือ
ไม่?”
- บุคคลวาทยืนยันว่า “ได้”
(เราจะเรียกว่าประโยคนี้ว่า "p")
เถรวาทถามคำถามต่อไปว่า
"เราจะรู้ "บุคคล" แบบเดียว
พ่ายแพ้ไปในที่สุด ต่อไปนี้จะแสดง กับที่เรารู้สิ่งที่มีอยู่จริงอย่างแท้จริง (เช่น
๔๘ กัลยา ณ มิตร