ข้อความต้นฉบับในหน้า
หลายเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยของ
พระสงฆ์ ตลอดจนการสร้างเจดีย์
ไว้เป็นที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ
หรือเป็นธรรมเจดีย์จึงได้กำเนิดขึ้น
ณ มหินทะเลนี้ มีซากปรัก
หักพังที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง
ทางพุทธศาสนามากมายครบถ้วน
เช่น บริเวณที่ทำสันนิบาตร่วมกันของ
พระสงฆ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ โรง
พยาบาลที่เรียกว่า เวชชะศาลา ที่
พักอาศัย หรือกุฏิ และที่สำคัญที่สุด
คือมหาเจดีย์ทั้งหลาย ที่ล้วนแต่
สร้างไว้ด้วยความประณีต ที่ยังคง
ทิ้งร่องรอยไว้ชัดเจน โดยเฉพาะ
รูปทรง ที่แสดงชัดถึงความต่อเนื่อง
ของสถาปัตยกรรมจากประเทศอินเดีย
ด้วยการรับเข้ามา และประยุกต์ให้
ฐานของเจดีย์วะหะระกาดะ อันเป็นต้นแบบของปฏิมากรรมศรีลังกา
มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง ดังที่ ที่ชื่อว่า วะหะระกาดะ (VAHAL
เราท่านพอจะมองเห็นได้จากภาพ KADA) ที่มีชื่อว่า เป็นจุดตั้งต้นของ
เห็นเท่าใดนัก นอกจากจะเป็นเจดีย์
ที่สร้างขึ้นใหม่จริง ๆ (ซึ่งไม่อาจ
ของเจดีย์สำคัญ มหาเซย่า ของ สถาปัตยกรรมประยุกต์จากอินเดีย ทราบได้ว่าใครเลียนแบบใครกันแน่
มหินทะเลนี้ ว่าเป็นทรงกลม มียอด สู่ปฏิมากรรมยุคต้นของศรีลังกา ตรง
เป็นฉัตรเพิ่มขึ้น นักโบราณคดีว่า ที่รูปสลักทั้งหลายบนเสา และบริเวณ
ยอดฉัตรที่ต่อขึ้นจากลักษณะเดิมของ ฐานที่รองรับ รายรอบองค์เจดีย์
ทรงสาญจิที่เป็นครึ่งวงกลมคว่ำ นั่น
แหละคือสัญลักษณ์ของศรีลังกาโดย
เพราะไทยกับศรีลังกานั้น แลกเปลี่ยน
วัฒนธรรมกันอยู่ตลอดเวลา) ส่วน
ใหญ่จะเป็นเจดีย์ทรงโอคว่ำที่มียอด
ต่อเป็นรูปฉัตรเรียวขึ้นไปแทบทั้งนั้น
เฉพาะ ในขณะเดียวกัน การสันนิษ ชัดแล้วถึงพัฒนาการ เรายังจะพอรู้ ให้ดูพอสังเขป
ทีนี้ นอกจากเราจะเห็นได้ ฉบับนี้จึงลงรูปเจดีย์ที่มหินทะเลมา
ฉบับหน้า ค่อยคุยกันใน
ฐานนั้นจริงเพียงไหนก็ไม่มีใครทราบ ได้อีกว่า เจดีย์ที่เราชอบเรียกกันว่า
เพราะการบูรณะเป็นไปตามความ ทรงลังกา นั้น จริง ๆ ไม่ใช่แบบ
เชื่อว่าจะต้องมีฉัตรต่อขึ้นไปตามที่ เฉพาะของศรีลังกา แต่เป็นแบบที่ เรื่องของอนุราธปุระ..อันยิ่งใหญ่ สวัสดี
ได้บันทึกกันมา แต่ทว่าจากซากเริ่ม เรียกกันตามภาษาของนักเจดีย์วิทยา
เดิมทีนั้น มีแต่เพียงทรงกลมอย่าง ว่า ทรงระฆัง หรือ BELL SHAPE
เดียวเท่านั้น มิได้มีร่องรอยของฉัตร
หรือร่มที่ต่อขึ้นไปจนเป็นปลายยอด
เพราะในประเทศศรีลังกา
ปลายปลีไม่ ได้แก่เจดีย์ หรือ Stupa นั้น เจดีย์ทรงระฆังมองหาไม่ค่อย
อ่านต่อฉบับหน้า
ธันวาคม ๒๕๓๔
กั ล ย า ณ ม ต ร ๖๑