ข้อความต้นฉบับในหน้า
และปรับทิฐิของภิกษุแต่ละรูปให้ ให้ศรัทธาที่มีอยู่แล้วสั่นคลอน หวั่น อันสูงสุด แต่นั่นไม่ได้หมายความ
เสมอกัน ทรงเห็นว่า ความสามัคคี ไหวตามไปในสิ่งที่ไม่ควรก็เป็นไปได้ ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงปฏิเสธเรื่องตัว
ของหมู่สงฆ์นั้นเป็นไปเพื่อความสุข การนำเสนอบทความของ ตนอย่างสิ้นเชิง ถ้าพระองค์ปฏิเสธ
ของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป และ อาตมาในเรื่อง Dhammakaya ตัวตนอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็จะหาอะไร
การมีทิฐิที่เสมอกันเป็นสิ่งที่ชอบธรรม Movement นั้น อยู่ในวันสุดท้ายของ ในชีวิตที่เป็นแก่นสารสาระเสียมิได้เลย
ดังเรื่องที่มีในมหาโคสิงคน การสัมมนา เป็นบทความแรกที่นำ สิ่งที่เป็นไปได้อีกประการหนึ่งก็คือ
สาลสูตร เป็นเรื่องของพระอรหันต์ เสนอในห้องประชุม มีผู้ที่เข้ามาฟัง ทรงแนะนำให้ปัญจวัคคีย์ได้เข้าถึงตัว
ผู้หมดกิเลสแล้ว ยังมีความเห็นที่ พอสมควร หลายคนประหลาดใจ ตนอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งต้องหลุดพ้นจาก
ตัวตนที่แท้จริง
แตกต่างกันในเรื่องของความงาม คือ ในเรื่องการค้นพบวิชชาธรรมกาย ตัวตนในระดับของพราหมณ์เสียก่อน
พระอานนท์ (ยังเป็นเพียงพระโสดา ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ นักวิชาการ และในทำนองเดียวกัน ถ้าใช้หลัก
บัน) เห็นว่า ป่าโคสิงคสาลวันนี้งาม บางคนถามด้วยความไม่น่าเชื่อว่า และเหตุผลในอนัตตลักขณสูตรแล้ว
สำหรับภิกษุผู้เป็นพหูสูต พระเรวตะ การค้นพบพระธรรมกายเป็นการพบ ก็อาจจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า สิ่งใด
เห็นว่า ป่านี้งามสำหรับภิกษุผู้หลีก
เพราะพระพุทธ ที่เที่ยงสิ่งนั้นก็ต้องถือว่าเป็นสุข และ
เร้นเพื่อทำความสงบภายใน พระ ศาสนานั้นสอนความไม่มีตัวตนคือ สิ่งใดที่เป็นสุขสิ่งนั้นก็เป็นอัตตา นอก
อนัตตา แต่การที่ถือว่าธรรมกายเป็น จากนี้ยังมีอีกหลายที่ที่ทรงสอนให้เข้า
อัตตานั้น ย่อมเป็นการขัดกับคำสอน ถึงอัตตาเช่น "อตฺตา หิ อตฺตโน
ในพุทธศาสนา
นาโถ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน
อันที่จริงแล้วในพระไตรปิฎก มีพระภิกษุและนักวิชาการจำนวนมาก
บาลีของเรา มีหลักฐานมากมาย ซึ่งตีความหมายคำว่า “คน” ว่าเป็น
ระดับของโลกบัญญัติคือ ไม่ใช่ตน
ที่แท้จริง ความจริงแล้วไม่มีที่ไหน
เลยในพุทธพจน์ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า
อนุรุทธ์ว่า งามสำหรับภิกษุผู้มีทิพย
จักษุ พระมหากัสสปว่า งามสำหรับ
ภิกษุผู้อยู่ป่า เที่ยวบิณฑบาต นุ่งห่ม
ผ้าบังสุกุล สมบูรณ์พร้อมด้วยศีล
สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณ
ทัสสนะ พระโมคคัลลานะว่า งาม ด้วยกันที่จะยืนยันว่า พระสัมมาสัม
เมื่อภิกษุ ๒ รูปสนทนาถามตอบ พุทธเจ้าตรัสเรื่องอัตตาและอนัตตา
อภิธรรมกถา และพระสารีบุตรเห็น ไว้พอ ๆ กันหลายแห่งเช่น ตรัส
ว่า งามสำหรับภิกษุผู้คุมจิตไว้ใน เกี่ยวกับอนัตตาไว้ในอนัตตลักขณสูตร "ตน” ในที่นี้หมายถึงตนในสภาวะ
อำนาจได้ ต่างไม่อาจสรุปลงกันได้ ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธ ของสมมติสัจจะ ที่ไม่ใช่ตนจริง ๆ
จึงเข้าไปขอให้พระพุทธเจ้าทรงตัดสิน เจ้าตรัสให้กับพระปัญจวัคคีย์ ผู้ได้ คำสอนเกี่ยวกับเรื่องตัวตน
ตรัสตอบว่า กล่าวดีทุกรูปโดยปริยาย เข้าถึงธรรมส่วนหนึ่งแล้วได้ฟังครั้ง ในพุทธศาสนายังปรากฏอีกหลายแห่ง
แต่สำหรับพระองค์ทรงเห็นว่า ป่านี้ สุดท้าย ก่อนที่จะตรัสรู้ธรรมเป็น เช่น ในมหาปรินิพพานสูตร พระ
งามสำหรับภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาต พระอรหันต์พร้อม ๆ กัน โดยถาม พุทธเจ้าตรัสว่า อตฺตทีปาวิหริสฺสนฺติ
นั่งคู่บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกาย พระปัญจวัคคีย์ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง อตฺตสรณา อนุสรณา ธมุมที่ปา
ตรงดำรงสติมั่น ตั้งใจว่าจะไม่เลิก ถือว่าสิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข พระ ธมมสรณา อนุญญสรณา... แปลว่า
นั่งสมาธิตราบใดที่จิตยังไม่พ้นจาก ปัญจวัคคีย์ก็ตอบว่า ถือว่าเป็น "เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีคน
อาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ความทุกข์ สิ่งใดที่เป็นทุกข์ควรจะ เป็นสรณะอยู่เถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็น
การศึกษาพุทธศาสนาด้วย ถือว่าเป็นตัวตนหรือไม่เป็นตัวตน สรณะ ซึ่งมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรม
จิตใจที่เปิดกว้างนั้น จำเป็นจะต้อง พระปัญจวัคคีย์ก็ตอบพร้อม ๆ กัน เป็นสรณะอย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะเลย”
มีการปฏิบัติธรรมที่มั่นคงถูกต้อง ว่า ไม่ควรถือว่าเป็นตัวตน โดยใช้ คำว่า อตฺตที่ปา แปลว่ามีตนเป็น
เสียก่อน มิฉะนั้นความรู้ที่ได้ศึกษา หลักทางเหตุผลเช่นนี้เอง พระพุทธ เกาะหรือมีตนเป็นประทีป คำว่า ทีปะ
เล่าเรียนมา ก็จะไม่เป็นไปเพื่อการ เจ้าทรงปฏิเสธตัวตนของพราหมณ์ ในภาษาปากฤตมีความหมาย
เจริญศรัทธาให้มากขึ้น หากจะทำ ซึ่งถือว่าการเข้าถึงพรหมเป็นตัวตน อย่าง คือ อันที่หนึ่งมีความหมาย
b
ธันวาคม ๒๕๓๔
* ล ย า ณ ม ต ร
I'M