ข้อความต้นฉบับในหน้า
การรู้ธรรมะของพระองค์นั้น ทรง ทั้งวัน เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย ตื่นขึ้น รวมเส้นด้ายแห่งกรรมที่เขาทำเอาไว้
รู้ด้วยพระองค์ไม่ใช่มีเทวดาหรือใคร มาแต่เช้าตรู่ตั้งใจจะตักบาตรพระ ตลอดชีวิต ก็สาวกันไม่ไหว มันยุ่ง
มาสอนให้ ท่านจึงได้เติมคำว่า ใส่บาตรแล้ว ใจก็ชุ่มชื่นเบิกบาน ไปหมดไม่รู้จะจับต้นชนปลายยังไง
“สัมมา” ลงไปเป็น “สัมมาสัมพุทธ แจ่มใส แต่พอสายสักหน่อย ออก แก้ไม่ออก เพราะแก้ไม่ออกนี่แหละ
เจ้า” ซึ่งแปลว่า ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ จากบ้านจะไปทำงาน เจอรถติดเข้า ชีวิตของชาวโลกจึงวุ่นวายสับสนกัน
ก็อารมณ์เสีย เจอรถแซงเจอมอเตอร์ อย่างนี้
ชีวิตที่ประเสริฐ
ไซด์ปาดหน้าก็อารมณ์เสีย กว่าจะ
เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นว่า
คนเราถ้าตั้งใจปฏิบัติ ไปถึงที่ทำงานหน้าล่ะหงิกเชียว ชีวิตทางโลกมันยุ่งอย่างนี้ ขึ้นอยู่
? ธรรมอย่างเต็มที่แล้ว พอถึงที่ทำงานได้พูดจาเล่นหัวกับ ครองเรือน เรื่องอย่างนี้แก้ไม่ตกแน่
หรือไม่ครับ?
จะบวชหรือไม่ก็คงได้ เพื่อนๆ อารมณ์ชักดีขึ้นบ้าง คิด จึงทรงขึ้นม้ากัณฐกะมุ่งไปเขียว ไม่
ผลไม่แตกต่างกัน ใช่ ทำโครงการโน้นโครงการนี้ที่มันดี ๆ ยอมตกอยู่ในวังวน
ทรงบรรพชา
พอตกบ่ายตกเย็นมีเรื่องนั้นเรื่องนี้ แสวงหาธรรม จนกระทั่งตรัสรู้แล้ว
เข้ามากระทบ ก็หงุดหงิดฉุนเฉียว ค่อยย้อนกลับมาสอนชาวโลก สอน
ต่างกันแน่ๆ เพราะการตัด ขึ้นมาอีก ทำให้ต้องเล่นงิ้วเล่นโขน พระญาติของพระองค์ให้รู้จักถอน
สินใจว่าจะบวชนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ระบายอารมณ์กันไป ตกลงวัน ตัวออกจากวังวน จากปมยุ่งๆ เหล่า
ชีวิตพระชีวิตเณรเป็นชีวิตที่เรียกว่า หนึ่งๆ นี่กรรมที่เขาทำเอาไว้ มีทั้งดี
บำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือปลีกตัว ทั้งชั่ว เปรียบเสมือนเส้นด้ายเส้น
ออกจากครอบครัว เพราะเรื่องของ ยาวๆ ที่ผูกปมเอาไว้เป็นปม ๆ เมื่อ
ครอบครัวนี่เป็นเรื่องยุ่ง still
มันยุ่งยังไง แล้วทำไมจึง
ต้องปลีกตัว ขอให้ทุกคนมองอย่างนี้
ในแต่ละวันที่ชาวโลกเขาอยู่กันน่ะ
เขามีเรื่องเยอะแยะ เขาก่อกรรมดี
และกรรมชั่วปนเปๆ กันไปทั้งวัน
ถ้าจะอุปมาว่า กรรมที่ก่อไว้เปรียบ
เหมือนอย่างกับเส้นด้าย ถ้าทำกรรม
ดีก็เปรียบเหมือนด้ายที่เป็นเส้นตรง
เรียบ เหนียว ถ้าทำกรรมชั่วก็
เปรียบเสมือนกับไปขมวดปมที่เส้น
ด้ายไว้ตรงโน้นตรงนี้
ชาวโลกเขามีใจขึ้นๆ ลงๆ
นั้นเสียด้วย การมาบวชมาอยู่ในสิ่ง
แวดล้อมที่ดีกว่า ไม่ต้องไปก่อกรรม
เลวร้ายใดๆ อีกแล้ว ตั้งหน้าทำแต่
ความดี ทั้งฝึกตัวเองแล้วก็ฝึกผู้อื่น
ให้ทำดี ละความชั่วทั้งหลายตาม
พระองค์ไปอีกด้วย
ถ้าบวชเป็นสามเณรก็ต้อง
รักษาศีล ๑๐ ข้อ บวชเป็นพระภิกษุ
ก็รักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ความระมัด
ระวังก็มากขึ้นไปตามส่วน ทำให้
ใจจรดจ่ออยู่ที่ศูนย์กลางกายได้นาน
ขึ้น มาอีก สติก็ดีขึ้น บุญก็เลยสั่ง
สมมากขึ้น ใครอยากได้บุญมากๆ
อยากไปนิพพานได้เร็วๆ ก็ตาม
หลวงพ่อมาบวชกันนะ
๒๔ กัลยาณมิตร มกราคม ๒๕๓๖