ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธรรมพิเศษในอัตภาพนี้ได้ คงกระทำ
พอเป็นนิสัย การบรรพชาของเราก็
ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เราควรจะ
สึกไปเป็นฆราวาส ใช้ทรัพย์ของเรา
ตามสบาย เช่น ให้ทานกระทำบุญ
ดีกว่า เพราะว่าทรัพย์สมบัติในตระกูล
ของเราก็มีอยู่เป็นจำนวนมากมาย”
ในขณะที่พระโสณโกฬิวิสะ
เถระคิดดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทราบถึงวาระจิตของท่าน จึง
เสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏ ไปที่ป่า
สีตวันพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายพระโสณโกฬิวิสะเถระ
เปรียบเทียบมาตรัสสอน
“ใช่ พระเจ้าข้า”
“ดูก่อนโสณะ สายพิณที่ขึง
ซึ่งเกินไป เวลาดีดพิณ เสียงดัง
เพราะหรือไม่”
“ไม่เพราะ พระเจ้าข้า”
“ดูก่อนโสณะ สายพิณที่ซึ่ง
หย่อนเกินไป เวลาดีดพิณจะมีเสียง
เพราะหรือไม่”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พิณมีเสียงไม่เพราะ พระเจ้าข้า”
“โสณะ สายพิณที่ซึ่งไม่ถึง
เกินไปและไม่หย่อนเกินไปนัก ซึ่ง
อยู่ในระดับพอดี เสียงพิณก็จะมี
เสียงเพราะชวนฟังใช่ไหม”
“ใช่ พระเจ้าข้า”
“นี่แน่ะโสณะ สายพิณนี้ฉัน
ก็ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า
“นี่แน่ะโสณะ ขณะที่เธออยู่
ในที่สงัด เธอได้คิดว่า เราเป็นผู้มี
ความเพียรแรงกล้าผู้หนึ่งในจำนวน ใด ความเพียรก็ฉันนั้น ขณะที่มี
พระสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระ ความเพียรแรงกล้าเกินไป ใจก็ฟัง
ภาคเจ้า แต่ถึงอย่างนั้น จิตของเรา ซ่าน ถ้ามีความเพียรย่อหย่อนนัก ใจ
ก็ไม่พ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลาย ก็เกียจคร้าน เพราะฉะนั้นเธอจง
เราจะสึกไปใช้ทรัพย์และกระทำบุญ กระทำความเพียรให้พอดี และจง
ในเพศฆราวาสอีกว่า บวชอยู่ก็ไม่ รู้สึกความพอดีแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย
สำเร็จธรรมพิเศษเลย ทรัพย์สมบัติ ได้แก่ ศรัทธากับปัญญา วิริยะกับ
ในตระกูลของเราก็มีอยู่มาก ดังนี้ สมาธิ ต้องพอดี ๆ กันโดยตลอด
มิใช่หรือ”
“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณธรรม
เธอจงกำหนดหมายในข้อนี้”
“พระเจ้าข้า”
อันประเสริฐ ใช่ พระเจ้าข้า” พระ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
โสณโกฬิวิสะเถระกราบทูลตอบไป สอนพระโสณโกฬิวิสะอย่างนี้แล้ว
ตามความเป็นจริง
ก็เสด็จกลับไปยังเขาคิชฌกูฏ
พระโสณโกฬิวิสะเถระเชื่อฟัง
“นี่แน่ะโสณะ ในสมัยที่เธอ
ยังเป็นฆราวาสอยู่ เธอฉลาดในการ ในพระพุทธโอวาทตั้งใจกระทำความ
ดีดพิณมิใช่หรือ” พระผู้มีพระภาค เพียรในขั้นกลาง ๆ รู้ความพอดี
ตรัสถามเรื่องพิณเพื่อจะทรงนำข้อ แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ได้ปลีกออก
๔๘ กัลยาณมิตร มกราคม ๒๕๓๖
จากหมู่อยู่แต่ลำพังผู้เดียว มีความ
ไม่ประมาท มีความเพียรที่จะ
สามารถเผากิเลสให้พินาศ เจริญ
วิปัสสนาคือ การตั้งใจไว้เพื่อความรู้
ยิ่งเห็นจริง ก็ได้สำเร็จกิจที่สุดแห่ง
พรหมจรรย์อันเยี่ยมคือเข้าถึงความ
เป็นพระอรหันต์ ได้กระทำสิ่งที่ควร
กระทาแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นที่จะต้อง
กระทำอีก
หลังจากนั้น ท่านพระโสณ
โกฬิวิสะจึงได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กราบทูลว่า
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ภิกษุรูปใดเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะ
สำเร็จพรหมจรรย์ กระทำสิ่งที่ควร
กระทำแล้ว วางภาระของหนักแล้ว
ได้บรรลุถึงประโยชน์ของตน หมด
เครื่องเกาะเกี่ยวไว้ในภพ รู้ชอบจึง
หลุดพ้นจากอาสวะ ภิกษุนั้นย่อม
เป็นผู้มีใจน้อมไปในคุณ 5 สถานคือ
น้อมไปในการบรรพชาเพื่ออ
อออกจาก
กาม 9 ในวิเวกคือความสงัด ๑ ใน
การไม่เบียดเบียน ๑ ในการไม่มี
อุปาทาน คือสิ้นความยึดมั่นถือมั่น
๑ ในความสิ้นตัณหา
ความไม่ลุ่มหลง
GO
๑ และใน
ความสําคัญอย่างนี้จะมีแก่
บางคนว่า ท่านผู้นี้มีใจน้อมไปใน
เนกขัมมะ คือการบรรพชา เพราะ
อาศัยเหตุสักว่า ความเชื่อเท่ากัน
ท่านผู้นี้มีใจน้อมไปในวิเวก เพราะ
อาศัยลาภสักการะเท่านั้น ท่านผู้นี้
มีใจน้อมไปในความไม่พยาบาท
เบียดเบียน โดยเชื่อถือว่าเป็นสาระ