ข้อความต้นฉบับในหน้า
ระวักกลิเถระ มหาสาวก
11 แห่งองค์สมเด็จพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า ผู้เคยหลงมัว
เมาในพระรูปลักษณะของพระพุทธ
องค์ จนถึงจุดแห่งการคิดดับชีพตน
สังเวยความเสียใจ ที่รุมเร้าอยู่ภายใน
กลับมาเป็นผู้ประสบกับการสิ้นภพ
สิ้นชาติ เป็นพระอรหันต์ ผู้เลิศกว่า
ภิกษุสาวกทั้งหลายในด้าน “สัทธา
วิมุตติ” คือ ผู้หลุดพ้นจากกิเลสด้วย
ศรัทธา
ไยท่านจึงเป็นได้ถึงเพียงนี้ ?
ในคัมภีร์มโนรถปูรณี คัมภีร์
พระธรรมบท และคัมภีร์อุปทาน
รื่องราวแห่งพระอริยสาวก
ผู้ทรงคุณอันประเสริฐในพระพุทธ
ศาสนาเป็นสิ่งที่พวกเราชาวพุทธควร
จะได้เรียนรู้และจดจำเป็นแบบอย่าง
ในการสร้างความดี นอกเหนือไปจาก
พุทธประวัติ เพราะนอกจากจะได้
ทราบถึงประวัติความเป็นมาอันเป็น
เครื่องสนับสนุนว่า ท่านเหล่านั้นมี
ชีวิตปรากฏอยู่จริง เมื่อครั้งพุทธกาล
แล้ว ยังได้ทราบถึงเกียรติคุณของ
พระอริยสาวกผู้ทรงคุณความดีเป็น
เอกในพระพุทธศาสนาว่าท่านดำเนิน
ศาสดาอยู่เนืองนิตย์ได้” กอปรกับ
เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการดูพระพุทธสรีร
สมบัติ จึงตัดสินใจสละกิจของฆรา
วาส แล้วเข้าบรรพชาในสำนักของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยหวังใจว่า
จะได้เห็นพระพุทธองค์เสมอ ๆ
เพราะการบวชอยู่ใกล้ ๆ เช่นนี้
นับตั้งแต่พระวักกลิบรรพชา
แล้วเรื่อยมา ไม่เคยกระทำสมณ
ธรรมข้อใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการ
สาธยายและมนสิการ คือการกำหนด
ชีวิตผ่านพ้นอุปสรรคได้อย่างไร กว่า
ที่จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคือ
ใจในพระกรรมฐานเป็นต้น คอยแต่
หมดกิเลสเข้าสู่กระแสพระนิพพาน
เที่ยวมองดูพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่
ในที่สุด
ทุกขณะ แม้เวลาจะยืนก็ต้องยืนอยู่
กล่าวไว้ว่า พระวักกลิเกิดในตระกูล
พราหมณ์ที่กรุงสาวัตถี เมื่อแรกเกิด
ในสถานที่ที่จะมองเห็นพระพุทธองค์
ลักษณะของพระบรมศาสดาแล้ว ได้จะมีเว้นเฉพาะเวลาฉันภัตตาหาร
นั้น มารดากลัวปีศาจจะมาทำอัน
เกิดความพอใจอย่างยิ่ง
จนไม่ เท่านั้น
พอใจที่เกิดขึ้นนั้นได้ ถึงกับติดตาม
ตราย จึงนำท่านซึ่งยังเป็นทารกอยู่ สามารถหยุดยั้งหรือหักห้ามความ
ไปวางแทบเบื้องพระ
พระบาทของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกราบทูลถวาย
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
ทราบการกระทำของพระวักกลิทุก
ไปดูจนกระทั่งถึงพระวิหารที่ประทับ ประการ แต่ทรงรอให้ “ญาณ” ของ
แด่พระพุทธองค์ ตั้งแต่นั้นท่านก็ ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็คล้ายกับชาย พระวักกลิแก่กล้าเสียก่อน จึงทรง
ปราศจากความเจ็บไข้ทั้งปวง มีแต่ หนุ่มหลงรักในความสวยงามของ
ความสุขเสมอมา
หญิงสาว หรือหญิงสาวหลงรักความ
ปล่อยให้ดูโดยมิได้ตรัสประการใด
กับพระวักกลิเลยต่อมาเมื่อญาณของ
พระวักกลิแก่กล้าพอที่จะตรัสรู้ธรรม
ได้แล้วจึงตรัสสอนว่า
ครั้นเจริญเติบโตขึ้น สมควร งามของชายหนุ่ม ต่างมีแต่ความ
ที่จะศึกษาหาความรู้ ก็ได้เล่าเรียน กลัดกลุ้มรุ่มร้อนใจ ต้องการที่จะพบ
วิชาไตรเพทในลัทธิพราหมณ์ เป็น เห็นกันเสมอ ๆ ถ้าวันไหนไม่ได้
การศึกษาตามวงศ์แห่งบรรพชนของ เห็นหน้ากันก็พาลหงุดหงิดใจอย่างไร้
ท่าน วันหนึ่งท่านแลเห็นพระผู้มี เหตุผล
พระภาคเจ้า เสด็จเข้าสู่กรุงสาวัตถี เมื่อตามไปถึงพระวิหารแล้ว
พร้อมทั้งมีพระภิกษุทั้งหลายตาม ยืนเพ่งดูอยู่ในเวลาที่พระผู้มีพระ
เสด็จเป็นสังฆบริวาร เพื่อจาริก
บิณฑบาต
ภาคเจ้าทรงแสดงธรรม ขณะฟัง
ธรรมอยู่นั้น ได้เกิดความเลื่อมใส
ครั้นท่านจ้องมองดูพระสรีระ ศรัทธา จึงคิดว่า “ถ้าเราอยู่เป็น
กาย อันประกอบด้วยมหาบุรุษ ฆราวาสจะไม่มีโอกาสเห็นพระบรม
“ดูก่อนวักกลิ ประโยชน์อะไร
จะมีแก่เธอ เพราะการเฝ้าดูร่างกาย
อันบูดเน่านี้ วักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม
ผู้นั้นชื่อว่าเห็นตถาคต ผู้ใดเห็น
ตถาคต ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม
แต่พระวักกลิก็ยังไม่อาจละ
การเฝ้าดูพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เลย
พระพุทธองค์จึงทรงดำริว่า ถ้าภิกษุ
นี้ ไม่เกิดความสลดใจ จะไม่ได้
พฤษภาคม ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๘๔