ข้อความต้นฉบับในหน้า
ฉันสังเกตเห็นกำแพงวัดเป็นศิลาแลง
แต่ไม่ทึบหรอกนะเบญจ์ คล้ายลูกกรง มีทับ
หลังลูกกรง แล้วก็ไม่สูงมากด้วย สักเมตรคง
ได้กระมัง ทางเข้าปูด้วยศิลาแลง เดินสบาย
เชียวละ ยังทำแปลกด้วยการมีศาลาโถงปลูก
คร่อมทางเดินด้วยนะเบญจ์ สัก 5 เมตร ยาว
๑๑ เมตร เป็นเสา ๔ แถว ๕ ห้อง (ห้องเสานะ)
ต่อจากศาลาก็มีประตูเข้าไปในบริเวณวัด มี
ฐานศิลาแลงใหญ่ ยกฐานสูงประมาณ ๒ เมตร
มีเสาลูกกรงและทับหลังลูกกรงเตี้ย ๆ สูงสักศอก
เศษอยู่โดยรอบ เข้าใจว่าเป็นฐานพระวิหาร มี
บันไดขึ้นด้านหน้า ๒ บันได ด้านหลัง ๒ และ
ด้านข้างอีก ๒ อ้อ..ย่อมุขเด็จทั้งหน้าและหลัง
นะจ๊ะ เสาวิหารนี้อยู่บนฐานจัดเป็น ๔ แถว ๕
ห้องเชียวละ ส่วนตรงมุขเด็จหน้าและหลังนั้น
มีเสาเพียง ๒ แถว รวม ๓ ห้องเสา ที่ฐานชุกชี
มีรอยตั้งพระพุทธรูปนั่ง แต่องค์พระหักพังลึก
กร่อนไปหมด จนดูไม่ออกว่าเป็นปางมารวิชัย
หรือปางสมาธิ
ฉันเดินลงบันไดด้านหลังพระวิหาร ก็ถึง
เขตพระมณฑปจตุรมุข สังเกตเห็นฐานกำแพง
แก้วเตี้ย ๆ รอบพระมณฑป แต่ตัวกำแพงหรือ
เสาลูกกรงไม่เหลือเลย เหลือแต่ซากฐานจริง ๆ
น้าน้อยให้ความกระจ่างแก่ฉันว่า ไม่ใช่เพราะ
ถูกคนทำลายหรอกนะ แต่สึกกร่อนไปตามอายุ
ชัยจ้ะ ถ้าเป็นคนก็ไม่รู้ว่าจะหง่อมยังไง ก็อายุ
ร่วม ๗๐๐ ปีนะ เบญจ์ว่าหง่อมมั้ยล่ะ
ตัวพระมณฑปพระสี่อิริยาบถก็แทบจะ
เหลือแต่ซากไหนจะกร่อนเพราะกาลเวลา ไหน
จะถูกต้นไม้เบียดเบียนแทรกเข้ามา คุณนกทั้ง
หลายเป็นตัวการสำคัญนะ กินลูกโพธิ์ลูกไทร
แล้วทิ้งเมล็ดเอาไว้ มันก็งอกขึ้นมานะซิ ศิลา
แลง มันก็ดินชนิดหนึ่งที่มีแร่เหล็กปนอยู่บ้าง ก็
เลยเป็นที่เพาะต้นไม้ได้เป็นอย่างดี จะโทษกรม
ศิลปากรไม่ได้หรอก โบราณสถานที่ต้องดูแล
มากมาย งบประมาณแต่ละปีนิดเดียวเมื่อเทียบ
กับงานที่ต้องรับผิดชอบ ฉันเห็นใจนะ
พระมณฑปสี่หน้า ด้านหน้าเป็นพระ
พุทธรูปประทับยืน มิน่าชาวบ้านจึงเรียกอีกชื่อ
ว่า วัดพระยืน นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่ค่อนข้าง
สมบูรณ์ที่สุดของที่นี่ แต่พระกรซ้ายหายไป
เลยไม่ทราบว่าประทับยืนเฉย ๆ หรือประทานพร
น่าจะเป็นปางประทานพรมากกว่านะเบญจ์ไม่งั้น
คงไม่หักง่าย ส่วนอีก ๓
ด้านชำรุดเกือบหมด
พอมีรอยให้ฉันดูรู้ว่าเคยประดิษฐานพระพุทธรูป
เดิน นั่ง นอน เท่านั้นจะ
น้าน้อยเร่งให้เรารีบไปวัดช้างรอบ ซึ่ง
อยู่ไม่ไกลกันนัก ขนาดเดินถึง ถ้ามัวขึ้นรถเสีย
เวลา ฉันเลยให้น้าน้อย น้าแหม่ม น้าวันทนี
ขึ้นรถไปกับยายกุ้งฝอย และนักศึกษาบางคน
ส่วนใหญ่วิ่งตามฉันและพี่นิภา พอได้เหงื่อแล้ว
เราก็ถึงวัดก่อนรถจะมาถึง ก็โธ่...นักวิ่งมาราธอน
ร่อแร่อยู่แล้ว
วัดช้างรอบ เป็นวัดใหญ่มาก ตั้งอยู่บน
เนินสูง มีพระเจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่กลางลาน เห็นได้
แต่ไกล ฉันเดินรอบฐานเจดีย์ วัดด้วยรอยเท้า
ได้ประมาณด้านละ ๖๒-๖๓ ก้าว น้าน้อยบอกว่า
ก็ประมาณ ๓๐ เมตร ก็ก้าวละ ๕๐ เซนติเมตร
ไงล่ะ ไม่เชื่อเบญจลองเดินดูซิ แต่ละก้าวของ
เราก็ประมาณนั้นแหละ อ้อ...ต้องนับรอยฝ่าเท้า
เราด้วยนะจ๊ะ
ฐานพระเจดีย์ใหญ่นั้น ก่อด้วยศิลาแลง
เช่นกัน สูงจากพื้นดินถึงลานทักษิณชั้นบนไม่
ต่ำกว่า 6 เมตร มีบันไดชั้นทั้ง ๔ ด้าน แต่ละ
ขั้นสูงชันและแคบ เล่นเอาใจหวิวเมื่อหันกลับ
มามอง น้าน้อยบอกว่าขาไม่ดี ขออนุญาตไม่
ขึ้นในคราวนี้ พี่นิภาว่าดีเหมือนกัน เราจะได้
ไม่ต้องห่วงเพราะแค่ตัวเองก็แทบแย่ เวลาขึ้น
ที่สูงยิ่งแล้วใหญ่ เสียวชะมัดเลย ตรงเชิงบันได
มีรูปสิงห์หักคาฐานอยู่ พี่นิภาและฉันขึ้นบันได
ไปได้ครึ่งทาง พี่นิภาก็ข้ามราวบันไดที่สูงออกไป
อ่านต่อฉบับหน้า
สิงหาคม ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๘๔