ข้อความต้นฉบับในหน้า
นับเป็นโชคดีของข้าพเจ้าจริงๆ ครั้งพวกเขายังเรียนชั้นอนุบาล หัด
ที่บิดามารดาของข้าพเจ้าชอบใช้ข้าพเจ้า ให้สงเคราะห์ญาติ ให้ช่วยเหลือคนที่
โทสะเป็นเจ้าเรือน
เช่นนั้นแก่ลูก ๆ วานลูกใส่บาตรตั้งแต่
ให้เอาข้าวไปใส่บาตร ให้เอาสิ่งของต่างๆ
กำลังมีทุกข์ยาก นึกไม่ถึงว่านั่นคือวิธี
สั่งสอนให้รู้จักเป็นผู้ให้เอาไว้บ้าง ให้
พัดเป็นแต่ผู้รับอย่างเดียว โตขึ้นเขา
จะเป็นคนไม่รู้จักคุณคน จะขาดความ
กตัญญูกตเวที หลานชายข้าพเจ้าที่
เล่าถึงอยู่ผู้นี้ แม้แต่พ่อแม่ถามเขาว่า
“เวลาพ่อแม่แก่แล้ว หนูจะเลี้ยงดูพ่อ
ไปให้ญาติ พี่น้องคนโน้นคนนี้ มา การสอนที่ดีที่สุด ไม่ใช่พูดด้วยปาก
ตั้งแต่เด็กจำความได้ รวมทั้งเรื่องที่ เวลาในการเลี้ยงดูพวกเขาผ่านไป
ano
ข้าพเจ้าเกิดเป็นลูกคนโตที่มีวัยต่างจาก ปีเศษ ข้าพเจ้าก็ได้ลูกๆ ที่มีนิสัยไม่
น้องๆ มาก ทำให้ต้องเลี้ยงดูอุปการะ ตระหนี่ตามมาด้วย เพียงแต่ระดับ
ส่งเสียน้องแทนพ่อแม่
ความเอื้อเฟื้อต่างกันออกไปบ้าง คน
ชีวิตของข้าพเจ้าจึงคุ้นเคยอยู่แต่ สุดท้องมีคุณภาพลดลงไปกว่าพี่ๆ สัก
เรื่องการให้ให้ความสุขแก่ผู้อื่นอยู่เสมอ หน่อย เพราะเป็นแต่ฝ่ายผู้รับมาตลอด
ข้าพเจ้าจำใบหน้ายิ้มแย้มของหลวงตา ตรงกันข้ามน้องสาวคนเล็กของ
องค์ที่มารับบาตรจากข้าพเจ้าได้จนทุก ข้าพเจ้า มีนิสัยเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์
วันนี้ จำใบหน้าของญาติพี่น้องที่ยิ้ม อบรมสั่งสอนลูกอยู่เสมอ “บ้านของ
แย้มทักทายยามที่ข้าพเจ้านำขนมบ้าง เรายังจนอยู่ เราต้องช่วยกันเก็บเงิน
ผลไม้บ้าง รวมทั้งสิ่งของอื่นๆ ไปเยี่ยม เอาไว้” พูดให้ลูกได้ยินอยู่เสมอๆ และ
ความสุขใจที่ได้รับ ข้าพเจ้าสัมผัสได้
โดยที่ไม่รู้สักนิดเดียวว่าการหาอย่างนั้น บ่อยๆ
เรียกว่า ทาน ซึ่งเป็นบุญอย่างหนึ่ง และ
ทำให้จิตใจคลายจากความโลภ
ไม่ทำตัวอย่าง “การให้” ให้ลูก ๆ ดู
ในที่สุดลูกของเขา ซึ่งก็คือ
หลานชายของข้าพเจ้า เวลานี้มาพัก
มาซาบซึ้งเอาตอนนี้เองว่า การ อยู่กับข้าพเจ้าเพื่อเรียนในโรงเรียน
สั่งสมการกระทำชนิดนั้นบ่อยๆ ทำให้ เตรียมอุดมศึกษา มีนิสัยขี้ตระหนี่จน
เป็นคนไม่ตระหนี่
น่าเป็นห่วง มีใจคับแคบไม่เอื้อเฟื้อแม้
แต่กับตนเอง ถ้าข้าพเจ้าจะชวนทำบุญ
ดังนั้นเมื่อบิดามารดาของข้าพ
เจ้าใกล้ถึงแก่กรรมได้พูดเรื่องแบ่งมรดก เรื่องอะไร ก็จะตอบยืนยันว่า เคยทำ
ให้ข้าพเจ้าและน้องๆ ข้าพเจ้าถามท่าน
ว่า “ให้หนูแล้ว หนูขายทำบุญได้มั้ยคะ
ถ้าขายได้หนูจะยอมรับ” แต่ข้าพเจ้าถูก
ไว้ครั้งก่อนแล้ว พอแล้ว ไม่ยอมเข้าใจ
คำสอนข้าพเจ้าที่ว่า บุญนั้นเป็นของ
หมดได้ ชีวิตคนเราต้องมีบุญอุปถัมภ์
ปฏิเสธ ข้าพเจ้าจึงไม่ขอรับมรดกเหล่า ถ้าปล่อยให้บุญเก่าหมด ไม่ทำบุญใหม่
นั้น (ทั้งที่ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าเป็นผู้ออก เพิ่ม บาปที่ทำไว้จะตามทัน เด็กคนนี้
เงินซื้อไว้เองในนามของมารดา) ให้
น้องๆ ไปจนหมด เวลานี้ทรัพย์เหล่านั้น
มีมูลค่าเป็นร้อยๆ ล้านบาท ข้าพเจ้า
ไม่เคยนึกเสียดายเลย นี่คือผลจากการ
เริ่มเก็บเงินเบี้ยเลี้ยงที่พ่อแม่จ่ายให้ไป
โรงเรียน ภายในระยะ 4 ปี มีเงินราว
หมื่นบาท มากกว่าข้าพเจ้าที่เก็บ
มาชั่วชีวิต ยังได้ไม่เท่าหลาน แต่ถ้า
๗-๘
สั่งสมนิสัยการให้ที่พอกพูนไว้ตั้งแต่ รวยแล้วต้องมีนิสัยน่ารังเกียจอย่างนี้
เยาว์วัยเรื่อยมา
และโดยไม่รู้ตัว ข้าพเจ้าก็กระทำ
ข้าพเจ้าก็ไม่ขอเลือกเด็ดขาด
ความที่เด็กไม่ได้รับการอบรม
แม่มั้ย”
เด็กตอบว่า “ต้องคิดดูก่อน”
ตอบออกมาทั้งที่มีอายุ ๑๖ ปีเศษ
ข้าพเจ้าว่าไม่ใช่ความผิดของเด็ก
แต่เป็นความผิดของผู้ปกครองโดยแท้
จริง มาบัดนี้แม้จะมาอยู่กับข้าพเจ้า ก็
กลายเป็นไม้แก่เกินตัดไปเสียแล้ว สอน
เรื่องอะไรพอฟังได้ แต่เรื่องทาน ยัง
สอนไม่ได้นำมาเขียนเล่าไว้ในที่นี้ มิใช่
เจตนาประจานญาติพี่น้อง แต่ต้องการ
ให้เป็นอุทาหรณ์ในการอบรมเลี้ยงดูบุตร
หลาน ให้รู้จักเดินสายกลาง ไม่สุรุ่ย
สุร่าย และไม่ตระหนี่จนเกินไป ให้รู้
จักเวลาใดควรประหยัด เวลาใดควร
ใช้จ่าย ข้าพเจ้าขอให้ตัวอย่างที่เล่านี้
แก่ผู้ที่กำลังเป็นพ่อแม่ของเด็กเล็ก ๆ
อยู่ ท่านจะได้อบรมนิสัยของลูกน้อย
ของท่านได้ทันเวลา
คนที่มีความตระหนี่จัดหรือโลภ
มากนั้น เสี่ยงต่อการเป็นคนขี้โกรธอย่าง
ยิ่งเพราะเมื่อได้อะไรไม่สมใจที่คิดหวังไว้
มักจะพาลโกรธผู้อื่น มองไม่เห็นความ
ผิดของตนเอง อย่างรายนางยุรินที่เล่า
ไว้ข้างต้น ตัวเองไม่ดี ก็สอนลูกด้วย
การทำตัวอย่างเลวๆ ให้ดู
ใครอยากได้ลูกหลานดีๆ ก็จง
สอนสิ่งดีๆ ให้เขาด้วยการทำตัวอย่างดีๆ
ให้ดูเถิด
ข้าพเจ้ารับรองว่า ท่านจะไม่ผิด
หวังแน่นอน
กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๕๗