ข้อความต้นฉบับในหน้า
แมนจูหรือเหม็ง มีอำนาจในประเทศจีน กษัตริย์ ลักษณ์ขา
หลายพระองค์ในราชวงศ์นี้ได้เปลี่ยนนโยบาย
“ฮือ...กุ้งฝอยก็คิดเสียว่าที่น้าน้อยเล่าเป็น
จากเกลี้ยกล่อมเป็นปราบปรามชาวม้งให้ยอม นิทานก็แล้วกัน จะได้สบายใจไง” ฉันปลอบกุ้ง
จำนนโดยไม่มีข้อแม้ จึงเกิดการสู้รบอย่างรุน ฝอยไปตามเรื่องแหละเบญจ์ ก็กุ้งฝอยแกยัง
แรงหลายปีและหลายเมือง ขอโทษที่ครูจำชื่อ
แล้วนี่นา
เด็กและเป็นคนขี้สงสาร เห็นใครแพ้ก็อดสงสาร
ขณะที่ฉันปลอบเจ้าตัวเล็ก ก็แว่วเสียง
“มีชาวม้งบางกลุ่มนะนำโดยหัวหน้าแซ่สี
เมืองไม่ได้นะคะ แต่ก็รบในมณฑลกวางเจา ไม่ได้ เป็นธรรมดาเบญจ์ก็รู้นิสัยกุ้งฝอยดีอยู่
และมณฑลเสฉวนแหละค่ะ และครั้งหลังสุดใน
ราว พ.ศ. ๒๓๙๘ - ๒๔๒๔ ก็ตรงกับปลายรัชกาล
ที่ ๔ เข้าสู่รัชกาลที่ ๕ ก็รบกันเป็นการใหญ่อีก”
“การสู้รบแต่ละครั้ง ชาวม้งประสบความ
เสียหายมากสิครับ”
น้าน้อยอธิบาย
แซ่เล่า แซ่เหมาหรือม่า ได้พาพรรคพวกอพยพ
“ใช่ค่ะ เพราะจีนมีกำลังมากและมีทัพ ไปอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศลาว
หนุนจากบรรดาเมืองขึ้นอีก ฉะนั้นการรบแต่ นัยว่าเป็นบริเวณทุ่งไหหิน ต่อถึงเดียนเบียนฟู
ละครั้ง ชาวม้งจึงประสบแต่ความพ่ายแพ้และ ของเวียดนามแล้วตั้งมั่นเป็นปึกแผ่น เอ้อ...
สูญเสียผู้คนไปครั้งละมากๆ ในที่สุดชาวม้งก็ เท่าที่ครูจ๋าได้จากการอ่านจากหนังสือ “ชาวเขา
ถอยร่นลงสู่ภาคใต้ เช่นเดียวกับชนชาติไทยที่ เผ่าม้ง” ที่สำนักงานสารนิเทศ กองบัญชาการ
จำเป็นจะต้องถอยร่นลงมาเมื่อพันปีเศษ ก่อน ทหารสูงสุด เขียนไว้ว่าชาวม้งพวกนี้แหละได้
หน้าแล้วแหละค่ะ”
สืบเนื่องกันมาจนกระทั่งได้เป็นกำลังสำคัญให้
“อ๋อ...นายพลวังเปานั่นเอง” เสียงพี่นิภา
แทรกขึ้นเบาๆ พอฉันจะถามพี่นิภาก็ยกนิ้วชี้แตะ
ริมฝีปากเป็นการห้ามฉันพูดหรือถาม ฉันเลย
ไม่รู้ว่าพี่นิภาห้ามฉันทำไม?
“แล้วเขาอพยพเข้ามาในเขตประเทศไทย หัวหน้าม้งคนใหม่คนหนึ่ง คือนายพลวังเปา”
เลยหรือครับ” ไกด์หนุ่มสนใจไม่น้อย
“ไม่ใช่ค่ะ ในขั้นต้นชาวม้งก็อพยพลง
มาทางมณฑลยูนนานแล้วอพยพลงไปทางแม่น้ำ
แดงในมณฑลตังเกี๋ย และเขตญวน แต่ถูก
ชาวญวนขัดขวาง จึงต้องทำการต่อสู้กับชาว
ญวน อีกหลายครั้งหลายหน”
“ชนะหรือแพ้คะ” กุ้งฝอยถามด้วยความ
สงสัยและสงสารชาวม้ง
“แล้วชาวม้งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อไหร่
ครับ” เสียงหนุ่มท้ายรถถาม
“ก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะแหละหลาน แหละค่ะ คือเมื่อพวกม้งสู้รบกับกษัตริย์ราชวงศ์
แต่ส่วนใหญ่แพ้นะ” น้าน้อยตอบให้กุ้งฝอยหาย
ข้องใจ แล้วเล่าต่อไปว่า
“ในที่สุดชาวม้งก็พ่ายแพ้อีก เพราะ
ไหนจะทนอากาศร้อนในที่ราบไม่ค่อยไหว แล้ว
ทัพญวนยังมีช้างเป็นกำลังสำคัญ ชาวม้งจึง
“ก็ประมาณ พ.ศ.๒๔๐๐ เศษ ตรงกับ
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เหม็งครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายแล้วพ่ายแพ้ก็หนีเตลิด
ไปทางใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาทาง
ตอนเหนือของลาวและเวียดนามก่อน แล้วจึง
กระจัดกระจายเข้ามาทางตอนเหนือของไทย โดย
เข้าทางเมืองน่าน แพร่ จากน่านจึงเข้ามา
แตกหนีกระจัดกระจาย เป็นกลุ่มย่อยๆกลับไป ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย มาจนถึงอุตรดิตถ์
อยู่ที่สูงในป่าเขาในแถบแคว้นสิบสองปันนา พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก”
และสิบสองจุไทย”
“แหม! สงสารชาวม้งจังเลยนะคะ พี่
อ่านต่อฉบับหน้า
กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๓๙ ๙๙