ข้อความต้นฉบับในหน้า
ส่วนคนในสมัยก่อน แม้ไม่มียานอวกาศ
แต่มีสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ
อาศัยการศึกสมาธิ ซีกจิตให้ชำนาญจน
เป็นวสี แล้วเข้าลหุสัญญา ทำกายเบา
เท่ากับใจ ก็สามารถเหาะไปยังสถานที่
ต่างๆ ได้ ไปถึงโลกอื่นได้ด้วยกายเนื้อ
อาศัยฌานสมาบัติเป็นบาท การไปโดยวิธี
นี้มีความรวดเร็วมากกว่ายานอวกาศ
หลายเท่า แล้วยังไปได้ไกลไม่มี
ประมาณอีกด้วย ทั้งไปได้เร็วและไกล
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่สามารถพบคำตอบ
ที่สดของโลกได้
ตั้นดันคันหาที่สุดโลก
ในพระไตรปิฎกมีจารึกเอาไว้ว่า
สมัยก่อนพุทธกาล มีมาณพหนุ่มคนหนึ่ง
ชื่อ “โรหิตัสสะ, อยากจะรู้ความเป็นจริงของโลก ว่าที่สุดของโลกหรือที่สุดของจักรวาลอยู่ที่ไหน
เมื่อเรียนจบศิลปวิทยาทั้ง ๑๘ สาขาแล้ว ก็พยายามศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง โดยออกบวชเป็น
ฤาษี ตั้งใจซีกสมาธิอย่างจริงจัง จนสามารถทำฌานสมาปตให้เกิดได้ เป็นฤๅษีที่มีฤทธิ์มีเดช
สามารถเหาะเหินเดินอากาศไปได้ตามความปรารถนา เวลาจะไปแสวงหาอาหารและผลไม้ ท่าน
ก็จะเหาะไปยังป่าหิมพานต์ หรือไม่ก็เหาะข้ามไปยังอุตตรกุรุทวีป แล้วกลับมาบำเพ็ญภาวนาต่อ
ในมนุษยโลก
ท่านซีกทำสมาธิจนใช้งานได้แคล่วคล่อง นึกอยากไปไหนก็ไปได้ทันที เมื่อมีฤทธานุภาพ
มากแล้ว จึงตั้งใจว่าจะเดินทางไปให้สุดโลก ได้เข้าฌานสมาบัติ แล้วเหาะไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุด
พักในระหว่างทาง มีปีติสุขอยู่ในฌานเป็นภักษาหาร ไม่เหนื่อยไม่เมื่อยไม่ต้องเสียเวลานอน
หลับพักผ่อน ท่านใช้เวลาเดินทางอยู่อย่างนั้น เป็นเวลานานถึง ๑๐๐ ปี จากจักรวาลหนึ่งไปยัง
อีกจักรวาลหนึ่ง ถึงแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ก็ยังไปไม่สุด
ลูกธนูที่นายขมังธนูยิงออกจากแล่ง ว่ามีความเร็วปานใด แต่ท่านยังมีความเร็วยิ่งกว่า
นั้นเป็นแสนเป็นล้านเท่า ถึงกระนั้น ก็ไม่สามารถไปให้สุดจักรวาลได้ ต้องหมดอายุขัยลงใน
ระหว่างทางนั่นเอง เมื่อสิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิดในโลกสวรรค์ เป็นเทพบุตร ผู้มีรัศมีกายสว่างไสว
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก โรหิตตัสสเทพบุตรออกจากวิมาน มาถวายบังคม
พระพุทธองค์ ซึ่งกำลังประทับอยู่ที่เขตวันมหาวิหาร กราบทูลถามปัญหาที่ค้างคาใจมานานว่า
"ช้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสถานที่ใดที่ไม่มีการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตายบ้าง
ไหมหนอ ข้าพระองค์ได้เดินทางตลอดชีวิตเมื่อเป็นมหาฤาษี แต่ต้องตายเสียในระหว่างทาง ยัง
ไม่สามารถเดินทางให้พ้นจากโลก พ้นจากภพได้เลย แล้วจะมีมนุษย์ที่สามารถไปให้ถึงที่สุดโลก
ได้หรือเปล่า พระเจ้าข้า"
๓๖ คฬาผปิค) สิงหาคม พ.ศ. ๒๕^0;