ความเชื่อและประวัติศาสตร์ของปราสาทบายน วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 8 หน้า 71
หน้าที่ 71 / 116

สรุปเนื้อหา

ศิวะได้ทรงตั้งความปรารถนาไว้ว่า ความละอายของ พระองค์จะต้องได้รับการบูชาจากมนุษย์ตลอดไป โดยจะ เกิดใหม่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย (ศิวลึงค์) หากใครบูชาจะ ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไกรลาส ส่วนการบูชาวัวนันทิหรือโคนันทวิศาล ซึ่งเป็น พาหนะของพระอิศวรนั้น ก็เพราะถือว่าเป็นผู้ให้น้ำนม และเนื้อแก่มนุษย์ เป็นเสมือนแม่ของมนุษย์นั้นเอง ไวษณพนิกาย คือพวกที่นับถือพระวิษณุหรือพระ นารายณ์ว่าเป็นเทพสูงสุดโดยถือว่าพระนารายณ์เป็นผู้ คุ้มครองโลกและได้อวตารลงมายังโลกมนุษย์ทุกครั้งที่โลก เกิดยุคเข็ญ ซึ่งมีทั้งหมดถึง ๑๐ ครั้ง ที่เรียกว่านารายณ์ ๑๐ ปาง ได้แก่ ๑.มัตสยาวตาร (อวตารเป็นปลา) ๒.กูรมาวตาร (อวตารเป็นเต่า) ๓.วราหาวตาร (อวตารเป็นหมูป่า) ๔.นรสิงหาวตาร (อวตารเป็นนรสิงห์) ๕.วามนาวตาร (อวตารเป็นคนค่อมผู้มีฤทธิ์) 5.ปรศุรามาวตาร

หัวข้อประเด็น

- ความเชื่อและประวัติศาสตร์ของปราสาทบายน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ศิวะได้ทรงตั้งความปรารถนาไว้ว่า ความละอายของ พระองค์จะต้องได้รับการบูชาจากมนุษย์ตลอดไป โดยจะ เกิดใหม่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย (ศิวลึงค์) หากใครบูชาจะ ได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไกรลาส ส่วนการบูชาวัวนันทิหรือโคนันทวิศาล ซึ่งเป็น พาหนะของพระอิศวรนั้น ก็เพราะถือว่าเป็นผู้ให้น้ำนม และเนื้อแก่มนุษย์ เป็นเสมือนแม่ของมนุษย์นั้นเอง ไวษณพนิกาย คือพวกที่นับถือพระวิษณุหรือพระ นารายณ์ว่าเป็นเทพสูงสุดโดยถือว่าพระนารายณ์เป็นผู้ คุ้มครองโลกและได้อวตารลงมายังโลกมนุษย์ทุกครั้งที่โลก เกิดยุคเข็ญ ซึ่งมีทั้งหมดถึง ๑๐ ครั้ง ที่เรียกว่านารายณ์ ๑๐ ปาง ได้แก่ ๑.มัตสยาวตาร (อวตารเป็นปลา) ๒.กูรมาวตาร (อวตารเป็นเต่า) ๓.วราหาวตาร (อวตารเป็นหมูป่า) ๔.นรสิงหาวตาร (อวตารเป็นนรสิงห์) ๕.วามนาวตาร (อวตารเป็นคนค่อมผู้มีฤทธิ์) 5.ปรศุรามาวตาร (อวตารเป็นพราหมณ์ผู้มี ขวานเป็นสัญลักษณ์) ๗.รามาวตาร (อวตารเป็นพระรามในเรื่อง รามเกียรติ*) ๘.กฤษณาวตาร (อวตารเป็นพระกฤษณะ) ๙.พุทธาวตาร (อวตารเป็นพระพุทธเจ้า) ๑๐.กัลกยาวตาร (อวตารเป็นบุรุษอาชาไนยหรือ อัศวินม้าขาว) จะเห็นว่าทางฮินดูไวษณพนิกายนี้ได้พยายาม กลืนพระพุทธศาสนาอย่างแยบยลโดยอ้างว่าพระพุทธเจ้า เป็นอวตารปางที่ ๗ ของพระนารายณ์ ทั้งๆ ที่ทางฮินดู เองก็ไม่รู้จะชอบใจกับคำสอนของพระพุทธเจ้าสักเท่าใดนัก โดยเฉพาะคำสอนที่ลบล้างระบบวรรณะของพราหมณ์ ที่ ทรงชี้ให้มนุษย์ได้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงว่าทุก อย่างที่เกิดขึ้นเพราะผลของ “กรรมลิขิต” มีใช่ “พรหมลิขิต” แต่ประการใด ปราสาทบายน : ศูนย์กลางของนครธม โบราณสถานแห่ง แรกที่คณะของเราไปเที่ยว ชมในนครธมหรือพระนคร หลวงก็คือปราสาทบายนซึ่ง ตามความรู้สึกของผมเห็นว่า เป็นศาสนสถานที่มีความ ยิ่งใหญ่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่า ปราสาทนครวัดเลย โดย พระวิษณุ เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพวก เราซึ่งเป็นชาวพุทธเพราะ ปราสาทแห่งนี้เป็นพุทธสถาน ที่แสดงให้เห็นร่องรอยแห่ง ความรุ่งเรืองของพระพุทธ ศาสนาในอาณาจักรขอมเมื่อ ราว ๘๐๐ ปีที่ผ่านมา ปราสาทบายนหรือ บรรยงค์ศูนย์กลางของนครธม สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัย วรมันที่ ๗ ซึ่งครองราชย์อยู่ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ระหว่างปี พ.ศ. ๑๗๒๔ ถึงราวปี พ.ศ. ๑๗๖๓ รูปแบบ ของการก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือน ใครและไม่มีใครเหมือน ถือว่าเป็นปราสาทที่มีความ แปลกประหลาดและสีกลับจนก่อให้เกิดปัญหาแก่บรรดา นักโบราณคดีทั้งหลายในการตีความตอบคำถามกันไปต่างๆ นานา เรียกว่าเป็นปราสาทหินที่ทำให้นักโบราณคดี ประสาทกินไปตามๆ กัน ความแปลกและสีกลับของปราสาทบายน มีอยู่ หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบแผนผังที่ลูซับซ้อน กัลยาณมิตร สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ๖๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More