ผ้าไตรและพระพุทธศาสนา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2544 ฉบับที่ 8 หน้า 43
หน้าที่ 43 / 116

สรุปเนื้อหา

ระหว่างใจถึงใจ ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ระหว่างสาธุชน ต่อพระภิกษุสงฆ์ ระหว่างพระภิกษุสงฆ์ต่อพระพุทธ พระธรรม หรือระหว่างสังฆรัตนะต่อธรรมรัตนะและพุทธ รัตนะ ที่หล่อเลี้ยงสอดส่งเข้าไปในเส้นใยของกาลเวลา และที่ว่างอันกว้างใหญ่ของฟากฟ้าบรรยากาศ ทำให้เวลา และบรรยากาศกลายเป็นหุ้มห่อของพระพุทธศาสนาที่ รูปร่างสอดคล้องไปในทำนองเดียวกันกับครอบฟ้า นั่นคือ ทรงสถูป หรือ ทรงกลมที่เรียกว่า เเ ต 15/ว6003, 0006" ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับผ้าไตรด้วยเหตุผลที่ว่า ผ้าไตร คือ สัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา คือ เส้นใยที่ เกิดจากกักทอขึ้นมาเพื่อยังความสงบงามให้กับโลกและ จักรวาล ยิ่งกว่านั้น ผ้าไตร เกิดขึ้นจากการตรัสรู้ธรรม และเช้าถึงสัพพัญญุต ญาณของพระสัมมา ผ้าไตรจึง สัมพุทธเจ้า ผ้า เป็น สัญลักษณ์ ของ กระแสแห่งพระพุทธ ศาสนา ของ

หัวข้อประเด็น

- ผ้าไตรและพระพุทธศาสนา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ระหว่างใจถึงใจ ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ระหว่างสาธุชน ต่อพระภิกษุสงฆ์ ระหว่างพระภิกษุสงฆ์ต่อพระพุทธ พระธรรม หรือระหว่างสังฆรัตนะต่อธรรมรัตนะและพุทธ รัตนะ ที่หล่อเลี้ยงสอดส่งเข้าไปในเส้นใยของกาลเวลา และที่ว่างอันกว้างใหญ่ของฟากฟ้าบรรยากาศ ทำให้เวลา และบรรยากาศกลายเป็นหุ้มห่อของพระพุทธศาสนาที่ รูปร่างสอดคล้องไปในทำนองเดียวกันกับครอบฟ้า นั่นคือ ทรงสถูป หรือ ทรงกลมที่เรียกว่า เเ ต 15/ว6003, 0006" ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับผ้าไตรด้วยเหตุผลที่ว่า ผ้าไตร คือ สัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา คือ เส้นใยที่ เกิดจากกักทอขึ้นมาเพื่อยังความสงบงามให้กับโลกและ จักรวาล ยิ่งกว่านั้น ผ้าไตร เกิดขึ้นจากการตรัสรู้ธรรม และเช้าถึงสัพพัญญุต ญาณของพระสัมมา ผ้าไตรจึง สัมพุทธเจ้า ผ้า เป็น สัญลักษณ์ ของ กระแสแห่งพระพุทธ ศาสนา ของการเช้าถึง ธรรม เหตุผล นี้ สามารถต่อโยงไปยัง ทฤษฎีที่ว่าด้วยพระ ธรรมกายในเปลวเพลิง The 1!1607 OLDบฝฝหล เก 141306 ที่กล่าวว่า เมื่อ พระรูปกายสลายแล้วด้วยรัตนอัคดี พระธรรมกายที่อัดแน่น อยู่ในพระวรกายได้รับอิสรภาพจึงแผ่กำจายออกไปคลุม บรรยากาศของโลกและจักรวาลไว้ให้เป็นประหนึ่งพุทธ มณฑล และแน่นอนแต่ละองค์ของพระธรรมกายย่อม หมายถึงการครองพระองค์ด้วยผ้าสามผืนเมื่อพระธรรมกาย กระจายออกครอบคลุมโลกและอนันตจักรวาล ซึ่งย่อม หมายความว่า ผ้าไตรหรือผ้าสามผืน ได้กำจายออกเพื่อ ห่อคลุมโลกและบรรยากาศไว้ด้วยพระธรรมกายของ พระพุทธองค์ ยังมีการจารึกเล่ากันต่อๆ มา โดยประวัติศาสตร์ เท่าที่เอื้อมถึงได้นั้นเป็นการจารของพระภิกษุซวนกัง (ฟรบลก-!รลก9) ว่าครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงนำผ้าทั้งสาม มาแยกกันพับเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ได้ขนาดจากใหญ่ไปหาเล็ก จากนั้นทรงวางผ้าทับกัน เรียงลำดับจากใหญ่มาหาเล็ก คือ ฐานใหญ่ยอดเล็ก แล้วทรงคว่ำบาตรของพระองค์ลงบน ยอดของผ้าที่พับเรียงซ้อนกันทั้งสามผืนนั้น พลางตรัสว่า “พุทธเจดีย์สำเร็จแล้ว” เป็นเหตุให้เชื่อกันว่านี่คือการ กำหนดรูปทรงของพุทธเจดีย์ขึ้นโดยพระองค์ด้วยพระองค์ เอง หากถือการกระทำ และคำตรัสเช่นนี้ของพระองค์ ย่อมเป็นคำตอบได้ว่า นี่คือรูปทรงของพุทธเจดีย์ที่ พระองค์ต้องการและกำหนดให้ เจดีย์ทรงนี้ถูกเรียกว่า “บ(ว!บโกรธอน” หรือ ทรงบาตรควา ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของเจดีย์ทรงโดม ("โห© W6n15061030006 8!1 (23) ที่ถูกสร้างขึ้นในรูปร่าง ของสาญจิเจดีย์ และถูก ทำให้แพร่หลาย โดย พระเจ้าอโศกมหาราช ในกาลต่อมา ส่วนฐานที่พบ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้น ถ้าพิจารณาต่อไปจะพบ ว่าเป็นสี่เหลี่ยมที่สามาร บรรจุลงในทรงกลมได้ แต่ที่ทรงพับเป็นลี่เหลี่ยม นั้นเป็นปรัชญาและมี ที่มาดังนี้ กล่าวคือ ในวาระที่พระองค์ออกจากมหาภิเนษ กรมณ์ และถึงเวลาฉันภัตตาหารนั้น ได้มีพ่อค้าสองคน ปรารถนาจะถวายอาหารแก่พระองค์แต่ยังหาเครื่อง รองรับอาหารอันสมควร คือบาตรมิได้ ในขณะนั้น จตุโลกบาลทั้งสี่จึงปรากฎกายและต่างก็น่า บาตรมาถวาย ให้แก่พระองค์ พระองค์ได้นำบาตรทั้งสี่นั้นขึ้นซ้อนกัน และทำปาฏิหาริย์ซ้อนบาตรนั้นให้เป็นหนึ่งเดียว คงเหลือ ให้ทราบว่าเป็นลี่ใบก็จำเพาะที่รอยขอบของบาตรเท่านั้น เท่ากับเป็นการยืนยันว่า แม้จะมาจากสี่มุมของโลกก็ สามารถรวมให้หยุดนิ่งเป็นหนึ่งเดียวได้ในแกนกลาง ด้วย จุดศูนย์กลางหรือด้วยอำนาจ ของมัชฌิมมรรค การที่พระองค์ทรงนำผ้าทั้งสามมาพับเป็น กสยาณมหร สิงหาคม พ.ศ. ๒๕®® | ๔๑
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More