ข้อความต้นฉบับในหน้า
เกิด ศีลจะมั่นคง ปัญญาจะแตกฉาน ทำอย่างนี้ จะมี
โอกาสใกล้ชิดพระพุทธเจ้าได้โดยง่าย เรื่องนี้ขอฝาก
ว่า ทำไมไม่คิดอยากจะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง
เลยล่ะ?
หลวงพ่อเคยพูดเป็นประจำ อตฺตาหิ อตฺตโน
นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้พึ่งตัวเอง ทำไม
ไม่คิดอย่างนี้ พึ่งตน ขณะที่เราบำเพ็ญบารมีด้วย
ตัวเอง ก็เกาะกลุ่มกับพรรคพวกไป ขณะนี้เราเห็นใคร
เป็นผู้นำของเราได้ ยังไงๆ ก็เกาะกลุ่มกันไป เราไป
อธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้าเถอะ ถ้าคิด
อย่างนี้ถึงจะยืนอยู่ได้ เราไม่ได้เป็นคนง่อยเปลี้ยเสีย
ขา เป็นเสียเองสินะ ถ้าถามอาตมาว่า เคยคิด
อยากเป็นหรือเปล่า เคยคิด ต้องลุยไป จะไปหวัง
พึ่งใคร
กฎแห่งกรรม
มีบางคนสงสัยว่า เวลาทำดีแล้ว ทำไมความดีจึงยัง
ไม่ส่งผล กฎแห่งกรรมจะถูกต้องจริงหรือ
ถาม เราทำดี แล้วจะได้ผลดีจริงหรือครับหลวงพ่อ
ตอบ คุณ.... อย่าเสียเวลาสงสัยอยู่เลย ความจริงข้อนี้เขา
พิสูจน์กันมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว แต่ที่คนส่วนมากสงสัย
รวมทั้งคุณด้วย เพราะเป็นคนประเภทที่ใจร้อน เจ้า
อารมณ์ เอาแต่ใจตัวลืมคิดไปว่า ของทุกอย่างมันต้อง
อาศัยเวลา จะยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้ฟัง
ถ้าเราไปเอาหน่อกล้วยมาปลูกวันนี้ ถามว่า
เราจะได้กินกล้วยวันนี้ไหม ก็ตอบได้ว่ายัง ต้องรอไป
โน่นเกือบปีแน่ะ แล้วในระหว่างที่รออยู่นั้น ก็ยังต้อง
ขยันหมั่นรดน้ำพรวนดินอีกด้วย ต้องดูแลป้องกันโรค
แมลงไม่ให้มารบกวน ไม่อย่างนั้นพอครบปี อาจจะ
ได้กินกล้วยเหมือนกัน แต่ผลมันอาจจะลีบ ไม่ได้เต็ม
เม็ดเต็มหน่วย
แล้วถ้าจะถามว่า ในระหว่างนั้นไม่ได้ผลอะไร
เลยหรือ ก็ตอบว่าได้ ได้ตั้งแต่วันปลูกนั่นแหละ คือ
พอปลูกเสร็จก็ได้รับผลดีระดับต้น คือ ได้ความสบาย
ใจว่า เราได้ทำงานแล้ว ถูกต้องตามฤดูกาลแล้ว และ
ในระหว่างนั้นก็ยังได้ผลตามมาอีก ตั้งแต่ได้ใบตอง
มาห่อขนม ได้หัวปลีไปจิ้มน้ำพริกกิน แต่มันก็ยังได้
ไม่ค่อยเต็มที่ ต้องรอเอาปลายปี
เช่นกัน เวลาทำความดีเสร็จปุ๊บลงไปแล้ว ไม่
ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่เห็นก็ตาม เราก็ได้รับผลดีขึ้น
ต้นทันทีเหมือนกัน คือ ได้รับความสุขกาย สบายใจ
ว่า ได้ทําความดีแล้ว
และเมื่อเราทำความดีซ้ำแล้วซ้ำอีกติดต่อกัน
ผลแห่งความดีในระดับที่สองก็ตามมา คือ บุคลิก
จะดีขึ้น อุปมาเหมือนกับได้ใบตองมาห่อของ
ครั้นทำซ้ำแล้วซ้ำอีกต่อไปเป็นแรมเดือนแรมปี
ผลแห่งความดีในระดับที่สาม จึงจะออก คือ ไม่
ว่าจะหยิบจะทำอะไรก็รู้สึกว่าจะมีโชค มีลาภ หรือ
คล่องตัวขึ้น อุปนิสัยใจคอก็ดีขึ้นจนผิดสังเกต อุปมา
เหมือนได้หัวปลีมากินอย่างนั้นแหละ
ถ้าทำซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ยอมหยุดยั้ง ผลแห่งความ
ดีที่ตามมาเป็นระดับที่สี่คือ เป็นที่ยอมรับของคนใน
สังคมทั่วไป
เราปลูกกล้วย กว่าจะได้รับผลของมัน ยังต้อง
รอเป็นปี การทำความดีกว่าจะเห็นผลจนสังคมยอม
รับ ก็เป็นธรรมดาต้องอาศัยเวลาเหมือนกัน ฉะนั้น
อย่าใจร้อน คนส่วนมากเวลาทำความดี มักเข้าข้าง
ตัวเอง อยากให้ความดีส่งผลเร็ว ๆ ส่วนความชั่วที่
เคยทํามาแล้วเท่าไร กลับนึกบนบานศาลกล่าวว่าอย่า
ให้มันตามมาเลย
ๆ
เวลาคนอื่นทำความชั่ว โดยเฉพาะถ้าเดือดร้อน
มาถึงตัวด้วยก็นึกอยากให้ผลแห่งความชั่วตามมาถึง
เร็ว ๆ ลืมนึกถึงความดีที่เขาเคยทำไว้ จึงทำให้สงสัย
ว่า ทำดีได้ดีจริงหรือ
ในบรรดาคนใจร้อนทั้งหลาย ที่อยากให้ผล
กรรมส่งทันตาเห็น ให้คิดอย่างนี้ ถ้าสมมุติว่า ให้
ทานปุ๊บ ก็รวยปั๊บทันทีคงถูกใจ ตรงข้ามถ้าโกหก
ปั๊บ ฟันหักหมดปากปั๊บ เขากลับนึกว่าไม่ยุติธรรม
คนเรามักเป็นเสียอย่างนี้ คือ ชอบเข้าข้างตัวเอง
เพราะใจร้อนจึงได้เกิดสงสัยกฎแห่งกรรมอยู่ร่ำไป
ฉะนั้น นับแต่วันนี้ไปนะคุณนะ เลิกใจร้อน
อย่าเข้าข้างตัวเอง รู้จักทำใจให้เป็นกลาง ๆ ให้ความ
ยุติธรรมแก่สิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว แต่การจะทำอย่างนี้
ได้ ต้องอาศัยการนั่งสมาธิมาก ๆ เท่านั้น
Kalyanamitra.org
ล
ค