ข้อความต้นฉบับในหน้า
๕๖
แล้วก็ไม่เป็นอันฉัน ปิดบาตร นอนระลึก
ถึงแต่สิริมา เพื่อนสหธัมมิกจะอ้อนวอน
สักเท่าไร ก็ไม่ยอมฉัน เธอยอมอดอาหาร
เย็นวันนั้นเองนางสิริมาถึงแก่ความ
ตาย เนื่องจากเธอดำรงตำแหน่งนคร
โสเภณี และเป็นน้องสาวหมอชีวกแพทย์
หลวงพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธรัฐ
จึงทรงส่งข่าวไปกราบทูลพระศาสดาว่า
“พระเจ้าข้า, นางสิริมา น้องสาวหมอ
ชีวกได้ทำกาลกิริยาเสียแล้ว”
พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นธรรม
เทศนาโกศล (ฉลาดในการแสดงธรรม)
มีพระพุทธประสงค์จะอาศัยความตาย
ของนางสิริมาเป็นหัวข้อแสดงธรรมแก่
ภิกษุทั้งหลาย จึงให้ทูลพระราชาว่าขอ
ให้เก็บศพของนางสิริมาไว้ก่อน เก็บไว้
ในป่าช้าก็ได้ให้มีคนเฝ้า อย่าให้สุนัขหรือ
กาท่าอันตรายแก่ศพได้
พระราชาทรงให้กระทำดังนั้น
ในวันที่ ๔ สรีระของนางสิริมาขึ้น
พอง หมู่หนอนคลานยั้วเยี้ยออกจากปาก
แผลทั้ง ๔ (ทวาร ๔) ศพเน่าเฟะน่าสะอิด
สะเอียน
พระราชาให้ราชบุรุษตีกลองร้อง
ป่าวว่า “เว้นเด็กเฝ้าเรือนและคนชราแล้ว
ให้ทุกคนไปดูนางสิริมา ใครไม่ไปจะถูก
ปรับ ๘ กหาปณะ
* นครโสเภณีในสมัยนั้นมีเกียรติเป็นหญิงประดับ
นครให้งาม ราคาแพงมาก เข้าถึงได้เฉพาะ
ท่านผู้มีเกียรติและมีเงินมากเท่านั้น - ค.ศ.
* ตามปกติในอินเดีย แม้ปัจจุบันนี้ไม่นิยมเก็บ
ศพไว้ที่บ้านหรือที่ใด ๆ เมื่อตายก็นำไปเผา
ทันทีในวันนั้น ดูเหมือนจะเป็นกฎของเทศบาล
ห้ามเก็บศพไว้เกิน ๒๔ ชั่วโมง ดูสภาพบ้าน
เมืองแล้วก็เห็นใจในการที่ต้องเผาทันที
2.
แลแล้วได้ส่งพระราชสาส์นไปทูล
พระศาสดาว่า “ขออาราธนาภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขจงไปดู
นางสิริมา
นี้ต้องเป็นข้อตกลงระหว่างพระ
พุทธเจ้ากับพระเจ้าพิมพิสารแล้ว หาก
พระพุทธเจ้าพาภิกษุสงฆ์ไปดูเอง อาจ
มีเสียงค่าหนีจากมหาชนได้ว่า เป็นพระ
ไม่อยู่อย่างพระ เที่ยวดูนั่นดูนี่ แต่เมื่อ
พระเจ้าพิมพิสารมีสาส์นอาราธนาไป
ข้อครหานั้นย่อมไม่มี
พระศาสดา รับสั่งให้สะเดียงสงฆ์
(ประกาศให้สงฆ์ทราบทั่วกัน) ว่า “เรา
และภิกษุทั้งหลายจักไปดูนางสิริมาตาม
คำเชิญของพระราชา”
ภิกษุหนุ่มผู้หลงใหลในรูปของ
G
นางสิริมา นอนแซวอยู่ ๔ วัน ไม่ยอม
ฉันอาหาร ข้าวในบาตรก็บูด วันนั้นพอ
มีเพื่อนมาบอกว่า พระศาสดาจะทรงนำ
ภิกษุสงฆ์ไปดูนางสิริมา
เพียงเท่านั้น เธอได้พรวดลุกขึ้น
จัดแจงล้างบาตร ห่มจีวรรีบไปกับภิกษุ
ทั้งหลาย
ณ ป่าช้า พระศาสดามีหมู่ภิกษุ
แวดล้อมเป็นพุทธบริการประทับยืนอยู่
ด้านหนึ่ง ภิกษุณีสงฆ์อีกด้านหนึ่ง ราช
บริษัทและมหาชนทั่วไปอีกด้านหนึ่ง
“นี่ใคร มหาบพิตร?” พระศาสดา
ตรัสถาม พอให้ทุกคน ณ ที่นั้นได้ยิน
ทูลตอบ
“นางสิริมา พระเจ้าข้า” พระราชา
“นางสิริมา หรือนี่?”
"ใช่แน่นอน พระเจ้าข้า”
“ถ้ากระนั้น ขอให้พระองค์ให้
ราชบุรุษตีกลองร้องป่าวว่าใครให้ทรัพย์
พันกหาปณะ จงเอาศพนางสิริมาไป
พระราชาให้ตีกลองร้องป่าวไปทั่ว
นคร ไม่มีใครต้องการเลย พระราชาทูล
ให้พระศาสดาทรงทราบ พระพุทธองค์
รับสั่งให้ลดราคาลงตามลำดับ คือ ๕๐๐,
๒๕o, boo, ๑๐๐, ๕๐, ๒๕, ๑๐, ๑,
5
ครึ่งกหาปณะ ๑ บาท, จ มาสก
กากถูก แต่ไม่มีใครรับซื้อศพของนางเลย
ในที่สุด พระราชาประกาศยกให้เปล่าก็
ไม่มีใครเอา เมื่อพระราชาทูลเรื่องราว
โดยตลอดแล้วพระศาสดาจึงตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เธอจงดู
มาตุคาม (หญิง) อันเป็นที่พึงใจของ
มหาชน เมื่อก่อนนี้ คนทั้งหลายยอมเสีย
ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะ เพื่ออภิรมย์กับ
นางสิริมาเพียงคนเดียว มาบัดนี้แม้จะรับ
เอาเปล่า ๆ ก็ไม่มีใครต้องการ ดูเถิดภิกษุ
ทั้งหลาย กายนี้ มีความสิ้นและความ
เสื่อมเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงดูเสีย
ดูอัตตภาพอันอาคูรนี้” ดังนี้แล้วตรัส
พระพุทธภาษิตว่า
ปสฺส จิตตกต์ พิมพ์
อรุกาย สมุสสต
อายุรํ พหุสงฺกปุ
ยสุส นตฺถิ ว์ ฐิติ
ค่าแปล
ความตั้งอยู่ยั่งยืนของร่างกายใด
ไม่มี ขอท่านจงดูกายนั้น ซึ่งกรรมทำให้
วิจิตรแล้ว มีแผลอยู่เป็นประจำ มีกระดูก
เป็นโครง น่าเบื่อหน่าย (แต่) เป็นที่รำพึง
ถึงของคนมาก
ในกาลจบเทศนา มหาชนได้บรรลุ
อริยผลมีโสดาปัตติผล เป็นต้น แม้ภิกษุ
รูปนั้น ผู้พอใจอย่างยิ่งในรูปของนาง
สิริมาก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
Kalyanamitra.org