การประชุมในพราหมณสภา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม หน้า 96
หน้าที่ 96 / 116

สรุปเนื้อหา

อีกสักแห่งหนึ่ง หรือสองแห่งก่อนแล้ว จึงจะกลับมาฟัง กว่าจะประชุมกันพร้อม และแจกของแก่เด็กเสร็จ ข้าพเจ้าก็คง จะมาทันเวลาพอดี” ครั้นแล้ว ติมพรุก็ชวนสุรเสนะ กล่าวลาพราหมณ์หนุ่มผู้นั้นเดินต่อไป แม้จะถึงเวลาค่ำ แต่ดวงจันทร์ในดิถีที่ ๙ ก็ส่องแสงอยู่แล้วกลางนภากาศค่อนไป ทางทิศบูรพา ถึงยังไม่เต็มดวงมีแหว่งเว้า ในด้านตะวันออกอยู่บ้าง ประกอบกับ โคมประทีปน้ำมันสองข้างถนนสว่าง เป็นระยะ ๆ สองคนจึงเดินไปได้ด้วย ความสะดวกระหว่างทางได้ผ่านเทวาลัย หลายแห่ง แต่ผู้คนบางตา ติมพรเล่า ให้ฟังว่า ที่เป็นเช่นนี้ผิดกว่าสมัยที่ตน ยังรุ่นหนุ่ม เมื่อถึงวันเช่นนี้จะได้เห็น การปักธงชัยธงแผ่นผ้าทั่วทุกบ้าน ใน ยามค่ำก็จะแน่นขนัดไปด้วยหมู่ชนผู้ ไปเทวสถานบ้าง ชุมนุมรื่นเริงกันบ้าง ตามบ้านเรือนใหญ่น้อย ก็จะตั้งประทีป โคมไฟงามสว

หัวข้อประเด็น

- การประชุมในพราหมณสภา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ติมพรุกล่าวว่า “ดีแล้วท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะไปชมเทวสถาน อีกสักแห่งหนึ่ง หรือสองแห่งก่อนแล้ว จึงจะกลับมาฟัง กว่าจะประชุมกันพร้อม และแจกของแก่เด็กเสร็จ ข้าพเจ้าก็คง จะมาทันเวลาพอดี” ครั้นแล้ว ติมพรุก็ชวนสุรเสนะ กล่าวลาพราหมณ์หนุ่มผู้นั้นเดินต่อไป แม้จะถึงเวลาค่ำ แต่ดวงจันทร์ในดิถีที่ ๙ ก็ส่องแสงอยู่แล้วกลางนภากาศค่อนไป ทางทิศบูรพา ถึงยังไม่เต็มดวงมีแหว่งเว้า ในด้านตะวันออกอยู่บ้าง ประกอบกับ โคมประทีปน้ำมันสองข้างถนนสว่าง เป็นระยะ ๆ สองคนจึงเดินไปได้ด้วย ความสะดวกระหว่างทางได้ผ่านเทวาลัย หลายแห่ง แต่ผู้คนบางตา ติมพรเล่า ให้ฟังว่า ที่เป็นเช่นนี้ผิดกว่าสมัยที่ตน ยังรุ่นหนุ่ม เมื่อถึงวันเช่นนี้จะได้เห็น การปักธงชัยธงแผ่นผ้าทั่วทุกบ้าน ใน ยามค่ำก็จะแน่นขนัดไปด้วยหมู่ชนผู้ ไปเทวสถานบ้าง ชุมนุมรื่นเริงกันบ้าง ตามบ้านเรือนใหญ่น้อย ก็จะตั้งประทีป โคมไฟงามสว่างไปทั่วพระมหานคร แต่บัดนี้เนื่องด้วยประชาชนส่วนใหญ่ ได้ฟังคำสอนทางพระพุทธศาสนา พา กันเลิกเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้า เลิกฆ่า สัตว์บูชายัญเป็นต้น พิธีรามนวมีก็เสื่อม ไป, เมื่อได้เดินดูจนเป็นที่พอใจ และ คะเนว่าจวนจะถึงกำหนดเวลาพูด ของ พราหมณ์ผู้เฒ่าแห่งพราหมณสภาแล้ว ทั้ง ๒ คนก็เดินทางกลับทางเก่าเมื่อ มาถึงพราหมณสภาเป็นเวลาเกือบกึ่ง ปฐมยามแห่งราตรี” การแจกของแก่ ๔. เกือบ ๒๐.๐๐ น. หรือ ๒ ทุ่ม 0 เด็กเกือบเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อคอยอยู่สักครู่ ก็ถึงเวลาที่พราหมณ์ผู้เฒ่าจะกล่าวกถา แก่ผู้ฟัง ท่านพราหมณ์ผู้นั้นนุ่งห่มผ้าขาว สะอาด มีลักษณะท่าทางเป็นผู้ใหญ่เจ้า ความคิด เป็นพราหมณ์มหาศาลคือเศรษฐี คนหนึ่งในบริเวณตะวันออกของกรุง ราชคฤห์ ติมพรและสุรเสนะนั่งอยู่ท้าย บริษัท แต่ก็อาจได้ยินเสียงพูดอันชัดเจน แจ่มใสของพราหมณ์ผู้นั้นถนัด พราหมณ์ผู้เฒ่ายืนขึ้น ท่ามกลาง ความสงบเงียบของผู้ฟังแล้วกล่าวว่า “ผู้เจริญทั้งหลาย! ประเพณีเก่าแก่ของ เรามีอยู่ว่า เมื่อถึงวันรามนวม เราจะมี การฉลองและรื่นเริง และกล่าวประวัติของ พระวิษณุอวตารลงมาเป็นรามจันทร์ แห่งนครอโยธยา, แต่เมื่อพระสัมมา สัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก พวกเราทั้ง หลายได้สดับพระธรรมเทศนา อันประ กอบด้วยเหตุผลของพระองค์แล้ว ได้ เปลี่ยนแปลงจารีตประเพณีให้เป็นไป ในทางที่มีประโยชน์ยิ่งขึ้น คือแทนการ ฆ่าสัตว์เผาไฟ เราก็มาหัดมีเมตตา สงเคราะห์กันและกัน และตั้งอยู่ในศีล งดเว้นการเบียดเบียนเป็นต้น และใน คืนนี้เราได้ทำพิธีแจกของแก่เด็กแล้ว ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระบรม ศาสดาของเราให้ท่านทั้งหลายฟัง แทน ประวัติของพระราม” “เวลา 5 ปี ที่พระบรมศาสดา ของเราทั้งหลาย ได้เสด็จจากกรุงกบิล พัสดุมาบำเพ็ญเพียร ณ ตำบลอุรุเวลา นั้น ได้ยังความอาลัยอาดูรให้เกิดแก่ ทั้งในวิทูเรนิทาน ๑๐. ชา กวดณนา ภาค ๑ และสันติเกนิทาน มีก๊าดกาลวันเดือนในการ เสด็จจาริกสู่ที่ต่าง ๆ ในปีแรกไว้ชัดเจน พระพุทธบิดาและพระประยูรญาติเป็น อันมาก ต่างคอยสดับข่าวอยู่ด้วยความ เป็นห่วง ชาวกบิลพัสดุ์ตั้งตาคอยว่า เมื่อไรพระสิทธัตถะ เจ้าชายหนุ่มผู้มี พระรูปงดงาม มีพระจริตอัธยาศัยเป็น ที่รักของปวงชน จะสำเร็จเป็นพระพุทธ เจ้าแล้วเสด็จมาโปรด จากเวลาแรมเดือน จนถึงแรมปี จนในที่สุดพากันหมดหวัง และลืมเลือนไปบ้างก็มี” “แต่เมื่อ 5 ปีให้หลัง ก็มีข่าวใหญ่ ที่ชาวกรุงกบิลพัสดุ์มิได้คาดหวังว่าจะ เป็นลาภแก่โสตของตนที่ได้สดับ ข่าว นั้นก็คือว่า เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้ แล้ว เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพราหมณ์ ค ทั้ง ๕ ผู้ติดตามไปอุปัฏฐากแล้วแยก ไปอยู่ป่าเนื้ออิสิปตนะแขวงเมืองพาราณสี ต่อจากนั้นก็มีบุตรเศรษฐีต่าง ๆ ใน ราชธานีนั้น ซึ่งล้วนเป็นคนหนุ่มได้เห็นดี ในพระพุทธโอวาท และสมบัติของตน ออกบวช จาริกไปประกาศพระศาสนา ในทิศทั้งหลาย พระศาสดาประทับจ่า พรรษาอยู่ที่ป่าเนื้ออิสิปตนะตลอด เดือนแล้ว เสด็จไปตำบลที่ทรงบำเพ็ญ เพียร คืออุรุเวลา แสดงธรรมโปรดนักบวช ๓ พี่น้องพร้อมด้วยบริวารนับจำนวนพัน ให้คลายความเชื่อเดิมมาขอบวชและ ได้ตรัสรู้ตาม แล้วประทับยับยั้งอยู่ใน ที่นั้นตลอด ๓ เดือน ครั้นในวันเพ็ญแห่ง เดือนปุสสะ เสด็จจาริกสู่กรุงราชคฤห์ ตามที่ทรงปฏิญญากับพระเจ้าพิมพิสาร ไว้ว่า เมื่อตรัสรู้แล้วจะเสด็จมาแสดง ธรรมโปรด บัดนี้ประทับอยู่ในเวฬุวนา ราม” ๑๑. เทียบด้วยวันเพ็ญกลางเดือนยี่ของไทย นับตั้งแต่ตรัสรู้มาจนถึงวันเพ็ญเดือนปุสสะ รวมเวลาล่วงได้ ๗ เดือน ๗ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More