ข้อความต้นฉบับในหน้า
๗๘
เนินไปโดยชอบ มีจิตสงบระงับ ด้วย
ความประทุษร้าย ความประทุษร้ายย่อม
ไม่งอกงามในพระตถาคตพระองค์นั้น
ฉันนั้น ภิกษุผู้ดำเนินไปตามทางของ
พระพุทธเจ้า หรือของพระสาวกของพระ
พุทธเจ้าใด พึงถึงความสิ้นไปแห่งทุกข์
ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต พึงกระทำผู้เช่นนั้น
ให้เป็นมิตร และพึงต้องเสพย์ผู้นั้น
เนื้อความแม้นพระผู้มีพระภาค
เจ้าตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้
สดับมาแล้วฉะนี้แล.
จบเทวทัตตสูตร
มูลเหตุของเรื่อง
หลังจากที่พระสิทธัตถะตรัสรู้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้กว่า ๒
พรรษา พระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระ
ขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวาร เสด็จออก
จากเวฬุวนาราม กรุงราชคฤห์ สู่กรุง
กบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระพุทธบิดาและ
พระประยูรญาติ ทรงประทับอยู่ ณ นิ
โครธาราม ๗ วัน ทรงแสดงธรรมให้พระ
เจ้าสุทโธทนะบรรลุสกทาคามี และพระ
นางพิมพาบรรลุโสดาบัน มีพระประยูร
ญาติตามเสด็จออกบวชมากมาย จากนั้น
พระทศพลก็เสด็จจาริกไปสู่มหาชนบท
ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน ใกล้บ้าน
อนุปิยมลานิคม แคว้นมัลละ
ครั้งนั้น ราชบุตรศากยะ ๕ พระ
องค์คือ เจ้าชายอนุรุทธ์, เจ้าชายภัททิยะ,
เจ้าชายอานนท์, เจ้าชายภัค, เจ้าชาย
กิมพละ และราชกุมารในโกลียสกุล
คือ เจ้าชายเทวทัต เสด็จออกจากกรุง
กบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยนายอุบาลีช่างกลบก
สู่อนุปิยอัมพวัน กราบทูลต่อพระศาสดา
ขออุปสมบท ราชบุตรเหล่านั้นทูลขอให้
อุปสมบทแก่นายอุบาลีก่อนประทาน
อุปสมบทแก่ตน เพื่อข่มเสียซึ่งขัตติย
มานะ พระศาสดาก็โปรดให้กระทำตาม
นั้น หลังจากอุปสมบทได้ไม่นาน พระ
ภัททิยะได้สําเร็จวิชชา ๓” เป็นพระอรหันต์
ในพรรษานั้น พระอนุรุทธ์นั้นบรรลุแก่
ทิพยจักษุญาณแล้ว ภายหลังได้ฟังพระ
ธรรมเทศนามหาปุริสวิตักกสูตร ก็สำเร็จ
พระอรหัตผล พระอานนท์นั้นได้พระ
โสดา พระภัคคุและพระพิมพิละนั้นเจริญ
วิปัสนาก็บรรลุแก่พระอรหัต และพระเทว
ทัศนั้นได้ปุถุชนฤทธิ์
พระเทวทัตเกิดความปรารถนาลามก
ลำดับนั้น พระพุทธองค์ก็เสด็จสู่
กรุงโกสัมพี มีลาภสักการะบังเกิดแก่
พระองค์กับทั้งหมู่พระสงฆ์สาวกเป็น
อันมาก ชนทั้งหลายถือผ้าและเภสัชอัฐ
บานเข้ามาสู่พระวิหารแล้ว ก็ถามถึงแต่
พระอัครสาวกทั้งสองและพระมหาสาวก
องค์อื่น ๆ ว่าสถิตย์อยู่ที่ใด ไม่มีใครถาม
ถึงพระเทวทัต พระเทวทัตจึงคิดว่า
“อาตมาก็เป็นกษัตริย์ศากยะเหมือนกัน
ออกบรรพชากับขัตติยวงศ์ทั้งนั้น ไม่มี
ใครนับถือถามหาน่าน้อยใจ และอาตมา
จะยังบุคคลใดให้เลื่อมใสโสมนัส จึงจะ
บังเกิดลาภสักการะ”
จึงพิจารณาเห็นว่า ราชกุมารชื่อ
อชาตศัตรู โอรสพระเจ้าพิมพิสาร แคว้น
มคธนั้น ยังไม่รู้จักคุณแลโทษแห่งบุคคล
ผู้ใด ๆ ควรที่ตนจะไปคบหาราชกุมาร
วิกาล - ความรู้แจ้งความรู้วิเศษ ได้แก่ ปุพ
เพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณเป็นเหตุระลึกชาติ
ได้), จุตูปปาตญาณ (ญาณเห็นการเวียนตาย
เกิดของสัตว์ทั้งหลายเรียกอีกอย่างว่า ทิพพ
จักษุญาณ) และ อาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้
ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย)
นั้น ก็จะพลันบังเกิดลาภสักการะเป็น
อันมาก ดำริดังนี้แล้วก็ออกจากกรุงโก
สัมพี่ไปสู่กรุงราชคฤห์ นิรมิตกายเป็น
กุมาร เอาอสรพิษ ๔ ตัวกระทำเป็นเครื่อง
ประดับหัตถ์เท้า แล้วเอาอสรพิษเป็น
เครื่องประดับคอตัวหนึ่ง เอาชุดเป็นเทริด
บนศีรษะตัวหนึ่ง เอาพันกายบังเฉียง
เป็นสังวาลตัวหนึ่ง แล้วเหาะไปสู่กรุง
ราชคฤห์
ครั้นถึงแล้วก็ลงมาจากอากาศ เข้า
นั่งหน้าราชกุมารอชาตศัตรู ราชกุมาร
นั้นตกพระทัยกลัว จึงบอกว่าตนคือพระ
เทวทัต แล้วเจรจาเล้าโลมให้หายกลัว
แล้วแสดงกายเป็นปกติสมณเพศ ทรง
สังฆาฏิจีวรแลบาตร ยืนอยู่ตรงพระพักตร์
พระราชกุมาร ๆ ก็เลื่อมใส ถวายลาภ
สักการบูชาต่าง ๆ เป็นอันมาก
ต่อมาพระเทวทัตเกิดปาปจิต มี
ความปรารถนาลามก (ปาปัจโจ ภาวะ
ของผู้มีความปรารถนาลามกนั้น ชื่อว่า
ปาปิจฉา) โดยประสงค์จะประกาศ
คุณความดี (ของตน) ที่ไม่มีอยู่ พระเทว
ทัดนั้น ไม่รู้ประมาณของตน ถึงความ
ประมาท โดยแต่งตั้งพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าไว้เสมอกับตนว่า
“ถึงพระพุทธเจ้าจะเป็นศากยบุตร
แม้เราก็เป็นศากยบุตร ถึงพระพุทธเจ้าจะ
เป็นพระสมณะ แม้เราก็เป็นพระสมณะ
ถึงพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้มีฤทธิ์ แม้เรา
ก็เป็นผู้มีฤทธิ์ ถึงพระพุทธเจ้าจะมีทิพ
จักษุ แม้เราก็มีทิพจักษุ ถึงแม้พระพุทธ
เจ้าจะมีทิพโสต แม้เราก็มีทิพโสต ถึง
แม้พระพุทธเจ้าจะได้เจโตปริยญาณ
(กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้) แม้เราก็ได้เจโต
เครื่องประดับศีรษะ รูปมงกุฎอย่างเตี้ย มี
กรอบหน้า
Kalyanamitra.org