โทษของความปรารถนาลามก วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 3 เดือนมีนาคม หน้า 88
หน้าที่ 88 / 116

สรุปเนื้อหา

เท่านั้น แต่เพราะบรรลุอุตตริมนุสสธรรม ยังไม่เสร็จกิจเลย แต่สำคัญว่า เราเสร็จ กิจแล้ว จึงถึงความพินาศจากสมณธรรม ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เป็น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศ โทษในความเป็นปุถุชนของเขาหนัก เพราะเหตุที่จะยังสมบัติ มีฌาน และ อภิญญาเป็นที่สุดให้เกิดขึ้นได้ แต่ก็ยัง ละเหตุแห่งทุกข์มีอย่างต่าง ๆ อันจะนำ อนัตถะมาให้มิใช่น้อย การอวดคุณความ ดีที่ไม่มีอยู่ การคบหายสัตบุรุษ และ การประกอบความเกียจคร้านเนือง ๆ ไม่ได้จักได้ประสบ โทษ ที่แก้ไขไม่ได้ ตั้งอยู่ตลอดกัป ในอเวจีมหานรก ดังนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ บทว่า โลกสม ได้แก่ ในสัตว์ โลก ท่านอธิบายไว้ว่า ขอบุคคลไร ๆ ใน สัตว์โลกนี้ อย่าได้มีความปรารถนาลามก โดยส่วนเดียว บทว่า คามินา ชานาถ ปาปัจฉาน ยถา คติ ความว่า คติอย่างไร

หัวข้อประเด็น

- โทษของความปรารถนาลามก

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๕๒ เท่านั้น แต่เพราะบรรลุอุตตริมนุสสธรรม ยังไม่เสร็จกิจเลย แต่สำคัญว่า เราเสร็จ กิจแล้ว จึงถึงความพินาศจากสมณธรรม ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เป็น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศ โทษในความเป็นปุถุชนของเขาหนัก เพราะเหตุที่จะยังสมบัติ มีฌาน และ อภิญญาเป็นที่สุดให้เกิดขึ้นได้ แต่ก็ยัง ละเหตุแห่งทุกข์มีอย่างต่าง ๆ อันจะนำ อนัตถะมาให้มิใช่น้อย การอวดคุณความ ดีที่ไม่มีอยู่ การคบหายสัตบุรุษ และ การประกอบความเกียจคร้านเนือง ๆ ไม่ได้จักได้ประสบ โทษ ที่แก้ไขไม่ได้ ตั้งอยู่ตลอดกัป ในอเวจีมหานรก ดังนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ บทว่า โลกสม ได้แก่ ในสัตว์ โลก ท่านอธิบายไว้ว่า ขอบุคคลไร ๆ ใน สัตว์โลกนี้ อย่าได้มีความปรารถนาลามก โดยส่วนเดียว บทว่า คามินา ชานาถ ปาปัจฉาน ยถา คติ ความว่า คติอย่างไร คือความสำเร็จอย่างไร ได้ผลในภาย หน้าเช่นใด ของบุคคลผู้มีความปรารถนา เธอทั้งหลายจงรู้คตินั้น แม้ด้วย เหตุนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงอ้างพระเทวทัตเป็นตัวอย่าง ลามก จึงตรัสอย่างนี้ บทว่า ปณฺฑิโตติ สมณุญาโต ความว่า ที่รู้กันว่าเป็นบัณฑิต เพราะเป็น คนคงแก่เรียน บทว่า ภาวิตตฺโตติ สมุมโต ความว่า ที่ยกย่องกันว่ามีตนอันอบรม แล้ว ด้วยฌานและอภิญญาทั้งหลาย จริงอย่างนั้น พระเทวทัตนั้น ในขั้นต้นได้ เป็นผู้ที่แม้พระธรรมเสนาบดีก็สรรเสริญ ว่า เป็นโคธิบุตร ผู้มีฤทธิ์มาก เป็นโคธิ บุตรผู้มีอานุภาพมาก บทว่า ชาว ยสสา อฏฐา เทวทาโตติ วิสุสุโต ความว่า ได้ มีชื่อระบือ คือปรากฏอย่างนี้ว่า พระเทว ทัดเป็นเหมือนรุ่งเรือง เป็นเหมือนเด่นอยู่ ดำรงอยู่แล้ว ด้วยเกียรติ และบริวารของ ตน บทว่า เม สุต ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว คือเพียงได้ฟังมา ได้แก่ การที่พระเทวทัตเป็นบัณฑิต เป็นต้นนั้น เป็นเพียงที่ข้าพเจ้าจึงมาเท่านั้น เพราะ พระเทวทัตเป็นอย่างนั้น โดยสองสาม วันเท่านั้น บทว่า อวีจินิรย์ ปุตโต จตุทวาร์ ภยาน ความว่า ถึงนรกใหญ่ที่ได้นาม ว่า อเวจี เพราะเปลวไฟ หรือสัตว์ที่เกิด ในนรกนั้น มีอยู่เป็นนิรันดร ชื่อว่า มี ๔ ประตู เพราะประกอบด้วยประตูใหญ่ ๔ ประตู ในด้านทั้ง ๔ อันน่ากลัวยิ่ง นัก ด้วยสามารถแห่งการยึดถือปฏิสนธิ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย) ก็มหานรก นั้น มี ๔ มุม ๔ ประตู แยกออกเป็นห้อง ๆ มีกำแพงเหล็กเป็นขอบเขต ครอบด้วยฝา เหล็ก มีพื้นปูด้วยเหล็ก ไฟลุกโชนประ กอบด้วยเปลว แต่ไปไกล ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ” ดังนี้ บทว่า ตเมว ปาปี ผุสติ ความว่า ผลชั่ว คือ ผลของบาปที่ต่ำทราม จะถูก ต้องคือถึง ได้แก่ครอบงำคนเลวทราม ผู้ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้ายนั้นนั่น แหละ บทว่า เสมา ความว่า ทะเลเป็น เสมือนให้คนกลัว เพราะความกว้างและ ความลึก อธิบายว่า ทั้งกว้างทั้งลึก บท ว่า วาเทน ได้แก่ ด้วยโทสะ บทว่า วิหิงสติ ความว่า เบียดเบียน คือ รุกราน บทว่า วาโท ตมหิ น หติ ความว่า โทสะที่ผู้ อื่นปลูกฝังในพระตถาคตเจ้านั้น จะไม่ งอกขึ้นคือจะไม่ตั้งอยู่ อธิบายว่า จะไป ให้เกิดความพิการ (ความกระเทือน พระทัย) แก่พระองค์ เหมือนหม้อยาพิษ (หม้อเดียว) จะทำให้เกิดความแปรเปลี่ยน แก่สมุทรหาได้ไม่ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดง ว่า พระเทวทัตเป็นผู้ไม่พ้นไปจากทุกข์ ด้วยการทรงแสดงว่า พระเทวทัตผู้ประ กอบด้วยความปรารถนาลามก เป็นต้น ได้เข้าถึงนรกแล้ว ด้วยคาถา 5 คาถา อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงเหตุ สิ้นทุกข์ ของผู้ประกอบด้วยธรรมที่ ตรงกันข้ามกับความปรารถนาลามกนั้น จึงได้ตรัสคาถาสุดท้ายไว้ มีเนื้อความ ว่า ภิกษุเดินตามทาง คือดำเนินตาม ทางเดินของผู้ใดที่ปฏิบัติชอบแล้ว ได้ แก่ปฏิบัติโดยชอบแล้ว จะพึงถึงความ สิ้นไป คือความสิ้นสุดแห่งวัฏทุกข์ทั้ง สิ้น ด้วยการประกอบ ด้วยคุณความดี มีความปรารถนาน้อยเป็นต้น ภิกษุผู้ เป็นบัณฑิต คือ ผู้มีปัญญา ควรทำเช่นนั้น นั้นคือ พระพุทธเจ้าหรือสาวกของพระ พุทธเจ้า ให้เป็นมิตรของตน คือ ท่า ความสนิทสนมกับท่าน และควรคบหา สมาคม คือควรเข้าไปนั่งใกล้ท่านนั่น เอง จบอรรถกถาเทวทัตตสูตร หนังสืออุเทศ กรมสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมา นุชิตชิโนรส, ปฐมสมโพธิกถา, พิมพ์ ครั้งที่ ๑ (กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์) ๒๕๑๖, ๕๙๙ หน้า วศิน อินทสระ, พระอานนท์พุทธอนุชา ธรรม นิยายอิงชีวประวัติในพุทธกาล, พิมพ์ ครั้งที่ ๕ (กรุงเทพฯ : บรรณาคาร) ๒๕๒๕, ๖๒๔ หน้า สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับ ประชาชน, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพฯ = - มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรม ราชูปถัมภ์) ๒๕๒๗, ๘๒๐ หน้า Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More