การสูญเสีย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน หน้า 32
หน้าที่ 32 / 116

สรุปเนื้อหา

หายก็ได้เวลาใกล้สว่างของวันรุ่งขึ้น ครั้นสว่าง นางปฏาจาราค่อย ๆ พยุงร่างลุกขึ้นอย่างกะปลกกะเปลี้ย แทบสิ้นแรง อุ้มลูกอ่อนซึ่งคล้ายเนื้อ ก้อนหนึ่ง จูงลูกคนโตออกเดิน พูดกะ ลูกคนโตว่า “ไปลูก ไปตามพ่อเจ้า พ่อ เจ้าเขาไปทางนี้” แล้วก็เดินไปตามที่สามี ไปเมื่อเย็นวาน พอไปได้สักหน่อย หนึ่งก็พบศพสามี, ตัวเขียวแข็งดังท่อน ไม้ นอนกลิ้งอยู่ที่พื้นดินข้างจอมปลวก นางก็ร้องไห้พิไรรำพันขึ้นต่าง ๆ นานา ตามประสาของคนรักตายจากกัน และ ทั้งนางก็ไม่สามารถจะจัดจะทำอะไร ให้แก่ศพสามีแต่ประการใด ๆ ได้ ในที่สุดก็ต้องทิ้งศพไปนครสาวัตถีด้วย ความอาลัยอย่างยิ่ง "สามีตายในป่า เขา ตายเพราะฉัน” นางเดินเพ้อรำพันเรื่อย ไป เมื่อนางปฏาจาราอุ้มลูกอ่อนจูง ลูกชายคนโต เดินทางไปครึ่งวันก็ถึง แม่น้ำอจิรวดี ตามปกติแม่น้ำสายนี้ ในฤดูแล้งเ

หัวข้อประเด็น

- การสูญเสีย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

mo ไว้ต่อสู้กับสายฝนตลอดเวลา จนฝน หายก็ได้เวลาใกล้สว่างของวันรุ่งขึ้น ครั้นสว่าง นางปฏาจาราค่อย ๆ พยุงร่างลุกขึ้นอย่างกะปลกกะเปลี้ย แทบสิ้นแรง อุ้มลูกอ่อนซึ่งคล้ายเนื้อ ก้อนหนึ่ง จูงลูกคนโตออกเดิน พูดกะ ลูกคนโตว่า “ไปลูก ไปตามพ่อเจ้า พ่อ เจ้าเขาไปทางนี้” แล้วก็เดินไปตามที่สามี ไปเมื่อเย็นวาน พอไปได้สักหน่อย หนึ่งก็พบศพสามี, ตัวเขียวแข็งดังท่อน ไม้ นอนกลิ้งอยู่ที่พื้นดินข้างจอมปลวก นางก็ร้องไห้พิไรรำพันขึ้นต่าง ๆ นานา ตามประสาของคนรักตายจากกัน และ ทั้งนางก็ไม่สามารถจะจัดจะทำอะไร ให้แก่ศพสามีแต่ประการใด ๆ ได้ ในที่สุดก็ต้องทิ้งศพไปนครสาวัตถีด้วย ความอาลัยอย่างยิ่ง "สามีตายในป่า เขา ตายเพราะฉัน” นางเดินเพ้อรำพันเรื่อย ไป เมื่อนางปฏาจาราอุ้มลูกอ่อนจูง ลูกชายคนโต เดินทางไปครึ่งวันก็ถึง แม่น้ำอจิรวดี ตามปกติแม่น้ำสายนี้ ในฤดูแล้งเช่นนี้จะแห้ง คนเดินลัดได้ สบาย แต่บังเอิญเมื่อคืนนี้ฝนตกมาก น้ำฝนในป่าไหลลงมา แม่น้ำจึงมีน้ำนอง เต็มไปหมด บางแห่งก็ลึกเพียงเข่า บาง แห่งก็ลึกถึงสะเอว ที่ถึงคอก็มี ดังนั้น เมื่อนางปฏาจาราพาบุตรทั้งสองมาถึง แม่น้ำ จึงไม่กล้าพาบุตรทั้งสองข้ามไป พร้อมกันคราวเดียว ได้พักบุตรชาย คนโตไว้ฝั่งนี้ก่อน พร้อมกับสั่งไว้ว่า “หนูคอยแม่อยู่ฝั่งนี้ก่อนนะ ให้แม่อุ้มน้องของหนูไปไว้ฝั่งข้างโน้น ก่อน แล้วแม่จะมารับหนูไปนะจ๊ะ หนูคนดีของแม่" กว่าจะให้ลูกเชื่อฟังและรับรอง อยู่คนเดียว ก็ใช้เวลาไม่น้อย ครั้นนาง อุ้มบุตรคนเล็กลงลุยน้ำข้ามฝั่งไปแล้ว ค่อย ๆ วางลงบนใบไม้ที่โคนต้นไม้ แล้วจึงลงน้ำลุยข้ามมารับลูกคนโต เดิน พลางตาก็ชำเลืองมาจ้องจับอยู่ที่ลูก คนเล็กด้วยความเป็นห่วง แล้วเหลียว ไปดูลูกคนโตฝังโน้นบ้าง ในขณะที่นางปฏาจาราลุยน้ำถึง กลางแม่น้ำ พอดีเหยี่ยวใหญ่ตัวหนึ่ง กําลังบินหาอาหาร เหลือบมองเห็นเด็ก อ่อนนอนบนใบไม้ สำคัญว่าเป็นก้อน เนื้อ จึงได้บินโฉบลงเอาเด็กอ่อนนั้นไป ขณะที่เหยี่ยวใหญ่บินโฉบลงมานั้น นางปฏาจาราก็มองเห็น จึงได้ตบมือ พร้อมกับส่งเสียงร้องดังสนั่นไล่เหยี่ยว แต่เสียงร้องและเสียงมือที่ตบไม่สามารถ ที่จะยับยั้งเหยี่ยวให้หยุดการกระทำได้ เหยี่ยวจึงโฉบเอาเด็กไปตามประสงค์ นางปฏาจาราก็ได้แต่ร้องให้ คนช่วย ซึ่งในสถานที่นั้นไม่มีคนแม้ แต่คนเดียว ยิ่งกว่านั้นขณะที่นางยกมือ ขึ้นไล่เหยี่ยวพร้อมกับส่งเสียงรั้ว ๆ อยู่นั้น ลูกชายคนโตของนางที่ยืนรอแม่ อยู่ริมฝั่ง ได้ยินเสียงแม่ร้องพร้อมกับ ยกมือไล่เหยี่ยว กลับเข้าใจผิดคิดว่า แม่เรียกตนให้ไปหา จึงได้ผลุนผลัน วิ่งลงมายังแม่น้ำ เลยตกน้ำ จมหายไป พร้อมกับเวลาที่นางปฏาจาราเหลียว มาเห็นเข้าพอดี แม้นางจะรีบมาช่วย ก็หาทันไม่ ด้วยกระแสน้ำเชี่ยวมาก น้ำได้พัดเด็กไปไกลเสียแล้ว แว๊บเดียว แว๊บเดียวเท่านั้น นาง ปฏาจาราได้เสียลูกไปต่อหน้าต่อตาถึง สองคน นางฟูมฟายน้ำตาร้องไห้แทบ จะหมดสติ และแทบจะทรงกายอยู่ ไม่ได้ เดินขึ้นมาบนฝั่งอย่างระทดระ ทวยที่สุด ปากก็พร่ำรำพันว่า “สามีฉันก็ตายในทางเปลี่ยว ลูก คนหนึ่งเหยี่ยวเฉียวไป ลูกคนหนึ่งน้ำ พัดไป” ซึ่งข้อความที่เพ้อรำพันอยู่นั้น หามีใครรู้เห็นด้วยไม่ นางได้แต่เดิน พลางร้องไห้พลางเพ้อไปพลาง ตลอด เวลาที่เดินทางไปในเมืองสาวัตถีเพื่อ ไปยังบ้านเรือนของนาง โดยตั้งหน้า จะไปพบบิดามารดา ไปขอนอนตายที่ บ้าน ขอให้เห็นบิดามารดาก่อนตายก็ พอแล้ว ครั้นนางเดินมาใกล้นครสาวัตถี พบบุรุษผู้หนึ่ง นางจึงได้ถามข่าวถึง บิดามารดาต่อไปว่า "นายรู้จักท่านเศรษฐีที่อยู่ปรา สาท ๗ ชั้น ซึ่งอยู่ที่ถนนโน้นบ้างไหมจ๊ะ” "ครับ รู้จักท่านดี" หรือจ๊ะ" “ท่านยังมีความสุขสบายดีอยู่ “ขอโทษเถอะ ถ้าคุณยังมีคนที่ รู้จักอื่นอีก กรุณาถามถึงคนอื่นเถอะ โปรดอย่าถามถึงท่านเศรษฐีเลย” "นาย ก็ฉันไม่มีใครรู้จักสนิท สนมเท่าท่านนี้ จึงต้องการถามถึงท่าน คนอื่นในขณะนี้แม้จะมีรู้จักบ้างก็ไม่ อยากถามถึง" “เมื่อคืนที่ฝนตกใหญ่ พายุพัด จัดมาก คุณทราบบ้างหรือเปล่าครับ” "นาย, ฉันทราบดี, และฉันคิดว่า ลมฝนแรงจัดเมื่อคืนนี้เป็นด้วยฉันเอง แล้วฉันจะเล่าให้นายฟัง นายกรุณาบอก ฉันก่อนเถิดว่า ท่านเศรษฐีที่เคารพรัก ของดิฉันท่านยังสุขสบายดีอยู่หรือ” บุรุษผู้นั้นทนคำอ้อนวอนของ นางปฏาจาราไม่ได้ จึงผันหน้าไปทาง นครสาวัตถี พลางยกมือขึ้นชี้ให้นางดู ควันไฟ พร้อมกับพูดว่า “คุณเห็นควันไฟพุ่งพ้นเหนือป่า Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More