ข้อความต้นฉบับในหน้า
จริง เพียงแต่ได้ยินได้ฟังมาผิด ๆ ด้วย
ซ้ำ หรือบางทีก็คิดเอาเองว่า มันเป็น
อย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันเป็น
ชมรมพุทธศาสน์มาพบ แล้วบอกว่า
สถานที่ของชมรมนั้น คับแคบ อยาก
ให้มีสถานที่กว้างขวางขึ้น เปิดตัวเอง
เรื่องยากที่จะนำพุทธศาสนาเข้ามาสู่ | ให้บุคคลภายนอกได้เห็นว่า ชมรมได้
ระดับมหาวิทยาลัย ผมจึงทำเรื่องนี้มา
อย่างเงียบ ๆ ประมาณสามปีเศษแล้ว
และสนับสนุนชมรมพุทธศาสน์ ให้เขา
ทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่
มหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจาก
เพื่อนนิสิตนักศึกษาร่วมมหาวิทยาลัย
ตลอดจนอาจารย์ของเขาเอง
ทำกิจกรรมทางศาสนา เช่น
สวดมนต์ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น นั่ง
สมาธิ และทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์
แก่บุคคลภายนอก แม้กระทั่ง งาน
สถาปนามหาวิทยาลัย งานไหว้ครู ก็
ให้นิสิตชมรมพุทธศาสน์ เข้ามามี
บทบาท เสมือนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ
ทำให้เขาเกิดความ
มหาวิทยาลัย
| ภูมิใจในตัวเอง และบุคคลอื่นเขาได้
เห็นว่า นิสิตชมรมพุทธศาสน์ทำตัว
เป็นประโยชน์แก่สังคม เพราะฉะนั้น
ต่อไปข้างหน้า ถ้าเราจะทำสิ่งใด เป็น
การเกื้อกูลศาสนา ก็คงไม่ถูกขัดขวาง
เราได้เริ่มทำเรื่องนี้มาสามปีกว่าแล้ว
เช่น สนับสนุนให้มีการนิมนต์พระ
ภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิทั้งทางปริยัติ และ
ปฏิบัติมาเทศนาสั่งสอนในมหาวิทยาลัย
เนือง ๆ กิจกรรมเหล่านี้แพร่หลาย
มากขึ้น จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ผมรู้สึกดีใจ
ที่มีคนสนใจในเรื่องนี้มากขึ้นอย่างประ
หลาด"
จนกระทั่งมาถึงจุด ๆ หนึ่ง ประ
มาณปีกว่ามาแล้ว ท่านได้เรียกนิสิต
ทำกิจกรรมใดบ้าง จึงได้ติดต่อขอที่ตรง
บริเวณถนนหลวงสุวรรณฯ ตรงข้าม
กับภาควิชาพืชไร่ ซึ่งเป็นที่ของโรงนม
ซึ่งอาจารย์ทองยศ เป็นผู้จัดการ ท่าน
มีจิตใจดี และสนใจทางด้านธรรมะ
อยู่แล้ว สถานที่แห่งนี้ มีเนื้อที่อยู่ประ
มาณหนึ่งไร่ครึ่ง จึงได้ให้สถาปนิกไป
ออกแบบแปลนมา โดยท่านอธิการบดี
ได้ให้ความเห็นว่า ควรจะเป็นอาคาร
เอนกประสงค์ ใช้ประโยชน์ได้หลาย
ด้าน ใช้งบประมาณประมาณ ๓ ล้าน
บาท ขณะนี้ มีอยู่แล้วประมาณ
ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจากสภามหา
วิทยาลัย ส่วนที่เหลืออีก ๒ ล้านบาท
จะขอบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา โดยจะ
ไม่ใช้งบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ซึ่งเรื่องนี้ ดร.จงรัก ปรีชานนท์ ท่าน
อธิการบดี ได้ให้เหตุผลว่า
“เพื่อให้บุคคลทั่วไป ที่มีจิต
ศรัทธา ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ อาจ
จะมีผู้บริจาครายใหญ่สัก ๑ ล้านบาท
แล้วจบลงด้วยความศรัทธารายเล็ก
รายน้อยอย่างสมบูรณ์ที่สุด ถ้าเราสามารถ
แสดงให้ผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือในการ
สร้างพุทธเกษตร ได้ประจักษ์ว่า เงิน
ของเขา ไม่ได้สูญหายไปไหน เป็นการ
สร้างที่คุ้มค่า เป็นการสร้างความเจริญ
งอกงามขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีการตาย ผม
ว่า วิธีการนี้ พุทธเกษตร จะไปรอด โดย
ไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากมหาวิทยาลัย
Kalyanamitra.org
๓๕