ข้อความต้นฉบับในหน้า
เดียวกับเรือตรีไพศิลป์ ได้เห็นเหรียญ
พระธรรมกายที่คอเพื่อนร่วมงาน สวย
ถูกใจมาก อยากจะได้มาบูชาบ้าง
“ก็บอกขอองค์หนึ่งได้มั้ย” พี่
หนุนทบทวนความหลัง “เขาก็บอก ไม่
ได้ ใครอยากได้ก็ให้ไปรับเองที่วัดวัน
อาทิตย์ต้นเดือน ตอนที่ทราบเป็นช่วง
กลางเดือน พอวันอาทิตย์ต่อมาพี่ก็ไป
วัดเลย ครั้งแรก ๆ ก็ไปคนเดียวก่อน
คราวหลังพี่(ร.ต.ไพศิลป์)ถึงได้ไปด้วย
“พอไปเห็นครั้งแรก ก็ประทับใจ
มาก ประทับใจทั้งสถานที่ที่สะอาดร่ม
รื่น ทั้งพระที่ปฏิบัติเคร่งครัด และ
คนที่มาช่วยงานในวัด ก็เรียบร้อย ยิ้ม
แย้มแจ่มใส คือเราเป็นทหารนะครับ”
เรือตรีไพศิลป์อธิบาย “ก็คุ้นกับการ
ทำงานตามหน้าที่ ตามคำสั่ง แต่พอไป
เห็นที่วัด ทุกคนมาทำงานด้วยความ
เต็มใจ ก็เลยเกิดศรัทธา”
เมื่อศรัทธาเกิดขึ้น ความปรารถนา
ที่จะเห็นวัดมีโบสถ์ และสถานที่ปฏิบัติ
ธรรม (ในช่วงนั้นยังใช้เต็นท์และเงา
ของร่มไม้อยู่) ก็เกิดขึ้นตาม ทุกวัน
อาทิตย์ที่ว่างจากงานพิเศษ สามีภรรยา
คู่นี้ จะต้องมุ่งหน้าไปวัด เพื่อช่วยงาน
ทุกอย่าง ทั้งด้วยกำลังกาย และกำลัง
เงิน รวมทั้งการทำหน้าที่ไปชักชวน
เพื่อน ๆ ญาติพี่น้องให้เข้าวัดด้วย
“ที่พี่เกิดความปีติ ก็เพราะเรียก
ได้ว่า ทุกอย่างในวัดนี้ พี่ได้ทำเกือบ
หมด ได้เทปูนลงฐานโบสถ์ ไปยืนเข้า
แถวโยนปูน ตอนนั้นกำลังท้องน้อง
แนนได้ ๓ เดือน (น้องแนน ด.ช.ธนรินทร์
บุตรคนโต กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.๔
โรงเรียนสาธิตสวนสุนันทา ส่วนบุตร
อีกคนคือ น้องพิงค์ ด.ญ.สุภาวดี นัก
เรียนชั้น ป.6 โรงเรียนเดียวกัน ซึ่งชื่อ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ตอนที่ผมยังบวชอยู่
ขณะนั่งรถกลับ
จากกรุงเทพฯ
เจอพระ วัดปากน้ำฯ
นั่งในรถไฟ
ขบวนเดียวกัน
ท่านไม่มีที่พัก
ของเด็กทั้งสองนี้ หลวงพ่อธัมมชโยเป็น
ผู้ตั้งให้) ก็ไม่ได้คิดว่า ทำแล้วจะเป็น
อะไรหรือเปล่า คิดแต่ว่า เราศรัทธาแล้ว
อยากจะทําทุกอย่างหมด
"แต่ตอนนั้น ยังไม่ได้นั่งสมาธิ
จริงจังนะคะ” พี่หนุนเล่าต่อ “เพราะ
เราเพิ่งเริ่มต้นกับงาน พี่ไพศิลป์ก็ต้อง
เล่นดนตรีในไนท์คลับด้วย พอตอน
เย็นกลับถึงบ้าน พักผ่อนทานข้าว ทุ่ม
หนึ่งก็ต้องออกจากบ้านแล้ว กลับบ้าน
ตีสอง และเจ็ดโมงเช้าก็ต้องตื่นไปทำงานอีก
กลางวันเราก็ไม่เคยออกไปพักหรือแอบ
ไปนอน เพราะถือว่า เวลาทำงานเราก็ทำ
ที่เราทำงานในไนท์คลับ ก็ถือว่า เป็น
รายได้พิเศษ งานหลวงงานราษฎร์ ก็
ต้องแยกกัน ไม่ได้เอามาปนกัน พอ
กลับมา ก็นั่งสมาธิทุกคืน แต่ก็ยังนั่ง
“ตอนนี้ ก็เลิกเล่นในไนท์คลับ
แล้ว” เรือตรีไพศิลป์เสริมคำพูด “เวลา
ที่เราเล่น ก็เล่นไปตามอาชีพ ตาม
ผมก็นิมนต์ท่านไปพักที่กุฏิ ไม่มาก
ท่านได้ให้หนังสือ
แก่ผมเล่มหนึ่ง
ก็เลยรู้จักการนั่งสมาธิ
ครั้งแรกจากหนังสือ
รู้จักคำว่า
สัมมา อะระหัง
แต่ยังไม่กล้านั่ง
เพราะเคยได้ยินมาว่าถ้านั่ง
โดยไม่มีคนแนะนำ
คนควบคุมแล้ว จะเป็นบ้า
หน้าที่ พอจะตั้งตัวได้บ้างก็เลิก เวลา
เป่าแซกโซโฟนแต่ละคืน บางคนยืนเป่า
ไปพลาง น้ำตาร่วงเลย กว่าจะได้สัก
ร้อยบาทแสนยากเหลือเกิน เหนื่อย
ทรมานจนถึงตีสอง
"ยิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่าง
นั้น ทำให้ใจหม่นหมอง หดหู เวลา
เห็นแสงสีวูบวาบ ก็มองเห็นภาพ เอ๊ะ!
ยังกับอยู่ในนรก ดูเขาเต้นรำทุรนทุราย
ไม่สงบ นี่ผมพูดเท่าที่เห็นมา ๑๒ ปี ใน
ไนท์คลับนะครับ"
“เวลาที่จะไปทำงาน ผมก็นั่ง
รถเมล์ต้นสายหลังคนขับ ปิดหน้าต่าง
ในใจก็ภาวนาว่า สัมมา อะระหัง ๆ ๆ
จนหลับ บางทีก็เลยไนท์คลับ ต้องย้อน
กลับมาใหม่"
๘๘
Kalyanamitra.org