ข้อความต้นฉบับในหน้า
๒๘
ปลอดภัยจากการรู้เห็นของคนรู้จักตลอด
ทาง ครั้นประตูเมืองเปิดแล้วคนทั้ง
สองก็รีบเดินทางมุ่งหน้าเข้าป่า รู้สึกว่า
เป็นสุขใจที่มาได้โดยสวัสดี เหมือนปลา
ได้น้ำร่าเริงดีใจว่าตัวเองเป็นอิสระ เป็น
เสรี เป็นไทยแก่ตัวเอง และคิดว่าตัว
คงจะเป็นสุขที่สุด
เมื่อนายจุลล์ พานางปฏาจารา
ไปถึงหมู่บ้านของชาวป่าชาวไร่แล้ว จึง
คิดว่าตนก็เดินทางเข้าป่ามาไกลพอสม
ควร จึงหยุดปรึกษากับนางปฏาจารา
ว่า
“เราเดินเข้าป่ามาไกลมากแล้ว
ผมคิดว่าคงจะปลอดภัยจากคนติดตาม
แล้ว เห็นสมควรจะหยุดพักเพียงนี้จะ
ดีไหมครับ?
“ก็สุดแต่เธอ จุลล์ ฉันขอเป็น
เท้าหลังละคราวนี้ เพราะไม่มีความรู้
พอที่จะขัดแย้งหรือสนับสนุนทั้งสิ้น
ว่าแต่เรื่องใช้ถ้อยคำาว่านายว่าบ่าวของ
เธอน่ะ ฉันเห็นว่าควรจะเลิกได้แล้ว
เพราะในป่าเช่นนี้ไม่เห็นจะได้ประโยชน์
อะไร แถมยังจะเป็นภัยอีกเสียด้วย
ฉันขอให้เรียกชื่อตรงไปตรงมาเถอะ”
“ถ้าเป็นความประสงค์ของคุณ
ผมก็ไม่ขัดข้อง”
เมื่อนายจุลล์ ได้รับความยินยอม
จากภรรยาว่าพอใจอยู่กับชาวบ้านนี้
จึงเข้าไปติดต่อขอความอนุเคราะห์จาก
หัวหน้าในหมู่บ้านนั้น บังเอิญหัวหน้า
คนในหมู่บ้านนั้นเป็นคนใจดี เห็นอก
เห็นใจสองคนผัวเมียพลัดบ้านเมืองมา
ก็พอใจอนุเคราะห์ให้อยู่อาศัย ต่อมา
นายจุลล์ก็ปลูกเรือนแบบเรือนของชาว
ป่าขึ้นหลังหนึ่ง พอเป็นที่อาศัยส่วน
ตัวตามฐานะที่ตนต้องมาเป็นชาวป่า
กับเขา และก็รู้สึกพอใจ แม้แต่จะนอน
บนฟากไม้ไผ่ก็ยังพอใจกว่านอนบน
ฟูกในเรือนหอ ซึ่งเป็นประหนึ่งว่าเรือน
จำที่หนีมา ยิ่งนางปฏาจาราเป็นคนขยัน
ถี่ถ้วนตามตระกูล อย่างไรนางจะดูดาย
การงาน ปล่อยให้สามีทำฝ่ายเดียว แม้
แต่สามียังจะยำเกรงในฐานะที่เคยเป็น
นาย ทั้งรู้ดีว่า นางจะยังไม่สันทัดในการ
เรือนการครัวด้วย จึงพยายามเบี่ยงบ่าย
รับเอามาจัดมาทำมาหุงมาหาเสียเอง นาง
ปฏาจาราจะยอมให้สามีทำเพียงครั้ง
หนึ่งสองครั้งเท่านั้น นางจะใส่ใจฝึกหัด
ทุกประการ ดังนั้นพออยู่ไม่กี่วัน การ
งานในเรือนในครัวนางปฏาจาราก็รับ
เอาท่าเสียสิ้น น่าสรรเสริญนางปฏาจา
ราด้วยเป็นคนฉลาด รู้จักวางตัวให้
เหมาะสมกับเหตุการณ์ ไหน ๆ เมื่อ
ได้ตกลงใจมาเป็นมิตรกับสามีแล้วก็
เลิกความเป็นนายทันที เมื่อรู้ตัวว่าเป็น
แม่บ้าน ก็พยายามทำหน้าที่แม่บ้าน มี
ต้องให้สามีปริปากตำหนิได้ สตรีที่มี
คุณสมบัติเช่นนี้ท่านเรียกว่า “แม่ศรี
เรือน” เป็นมิ่งขวัญของบ้านของตระกูล
แล้วสามีคนไหนจะไม่ยกย่องนับถือ
ต่อมาไม่นาน นางปฏาจาราก็เริ่ม
ตั้งครรภ์ เมื่อครรภ์เจริญขึ้นใกล้จะ
คลอด นางจึงดำริว่า การคลอดบุตร
ตามที่เคยรู้เคยเห็นมา ย่อมต้องการ
ความช่วยเหลือจากญาติมิตรที่สนิท
สนม และในบรรดาญาติก็ไม่มีใคร
สนิทสนมไปกว่ามารดา ดังนั้นสตรีส่วน
มากจึงพยายามไปคลอดที่เรือนมารดา
แม้เราก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ถึงท่านจะ
กริ้วจะโกรธและจะเกรี้ยวกราดอย่าง
ไร เมื่ออยู่ในสภาพที่ควรสงสารเช่น
นี้ท่านก็คงจะยกโทษให้ เมื่อนางแน่ใจ
เช่นนั้นแล้ว ก็พยายามพูดจาหว่านล้อม
กะสามีให้ช่วยพากลับไปคลอดบุตร
ที่บ้าน
นายจุลล์ในฐานะเป็นทาสแต่
เดิม มีความกลัวมาก คิดว่าเมื่อกลับ
ไปพบท่านเศรษฐีแล้ว ไม่ใช่เพียงแต่
จะถูกพรากจากภรรยาที่รักเท่านั้น แถม
ยังจะถูกลงทัณฑ์อย่างหนักซึ่งอาจให้
ถึงตายก็ได้ จึงพูดชี้แจงถึงการกลับไป
บ้านให้นางปฏาจาราฟัง เมื่อถูกภรรยา
วอนบ่อยเข้าก็ผัดวันประกันพรุ่งเรื่อย
มา เพื่อจะเลี่ยงมีต้องเข้าไปในเมือง
จนครรภ์นางถ้วนทศมาส
ฝ่ายนางปฏาจาราเห็นท่า จะไม่
สำเร็จ จึงคิดเตรียมหนีโดยมั่นใจว่า
ถ้าตนกลับเข้าเมืองแล้วสามีคงจะติด
ตามไปเอง ครั้นสามีเข้าไปทำงานในป่า
นางจึงเตรียมข้าวของที่พอจะถือไปได้
เดินออกมานอกบ้าน ก่อนจะพ้นบ้านไป
ได้แวะสั่งเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยไว้ว่า หาก
สามีตนกลับมาถาม ก็ช่วยบอกด้วยว่า
คนกลับไปบ้านในเมืองแล้ว เมื่อสั่ง
ความไว้ดีแล้วก็มุ่งหน้าเดินทางเข้าเมือง
สาวัตถี
นายจุลล์กลับจากป่ามาถึงเรือน
ไม่เห็นภรรยา ตกใจ ถามเพื่อนบ้าน
ใกล้เคียงทราบเรื่องก็ร้อนใจ คิดว่าเมื่อ
ภรรยาไม่อยู่แล้ว บ้านเรือนของตนก็
ไม่มีความหมาย ดีร้ายอย่างไรก็ต้อง
ติดตาม ยอมตายดาบหน้า จึงรีบเดิน
ทางไปโดยเร็ว เนื่องจากนางปฏาจารา
เป็นหญิงมีครรภ์ใกล้คลอดแล้ว กำลัง
ก็น้อย เดินบ้างหยุดบ้าง สุดแต่กำลัง
จะอำนวย ดังนั้นจึงไปไม่ได้ไกลนัก
นายจุลล์ก็รีบเดินตามไปไม่นานก็
ทันนางปฏาจารา และพูดจาวิงวอนให้
กลับ แต่พอดีครรภ์ครบกำหนดใกล้
จะคลอดแล้ว นางต้องประสบทุกข์
ในการคลอดบุตร ต้องนอนทุรนทุราย
Kalyanamitra.org