ข้อความต้นฉบับในหน้า
๓๒
ลำดับนั้นพระบรมศาสดาได้ทรง
พระมหากรุณาธิคุณตรัสปลอบโยนนาง
ปฏาจารว่า
“อย่าคิดมากไปนักเลยปฏาจารา
เป็นธรรมดาเหลือเกิน คนที่เกิดมา
ในสังสารวัฏฏ ต้องพลัดพรากจาก
คนรักคนใคร่ อย่างที่เธอพลัดพราก
จากสามีเพราะสามีตายในทางเปลี่ยว
บิดาก็ไม่มี ถึงพวกพ้องก็ไม่มี เมื่อบุคคล
ถูกความตายครอบงำแล้ว ความต้าน
ทานในญาติทั้งหลายไม่มี บัณฑิตรู้ความ
จริงเช่นนี้แล้ว ย่อมสำรวมศีล ชำระ
ทางไปพระนิพพานของตนทันที
ในเวลาจบพระธรรมเทศนา นาง
ปฏาจาราได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้ว
ได้กราบทูลขอประทานบรรพชา ป่า
ของนาง ได้ทรงแผ่พระรัศมีไปปรากฏ
แก่พระปฏาจาราภิกษุณี ประหนึ่งว่า
เสด็จไปประทับอยู่ที่เฉพาะหน้า แล้ว
ตรัสว่า
“ปฏาจารา ความเกิดดับของ
สัตว์ เป็นความจริงอย่างที่เธอดำริ
นั่นแหละ แต่ว่าความประเสริฐของชีวิต
สัตว์นั้น มิใช่สำคัญอยู่ตรงนี้มาก หาก
ลูกชายคนหนึ่งเหยี่ยวมันเฉี่ยวเอาไป
อีกคนหนึ่งน้ำพัดไป บิดามารดาและ
พี่ชายถูกเรือนพังทับตาย น้ำตาของ
คนที่ร้องไห้เพราะพลัดพรากจากคนรัก
ยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก เมื่อ
เป็นเช่นนี้ เหตุใดปฏาจาราเธอจึงประ
มาทอยู่เล่า ปฎาจาราเอ๋ย เมื่อเธอมา
พบตถาคตผู้สามารถเป็นที่พึ่งที่อาศัย
ได้เช่นนี้ ชอบที่เธอจะรีบแสวงหาที่
พึ่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนมิใช่
ทริอ
ครั้นทรงทราบว่า ความเศร้า
โศกในดวงใจนางปฏาจาราเบาบางลง
บ้างแล้ว จึงได้ตรัสเตือนใจนางปฏาจา
ราอีกว่า
“ปฏาจาราเอ๋ย ไม่ว่าคนรักชนิด
ใด ๆ ทั้งสิ้น จะเป็นบุตรหรือสามีเป็นต้น
ก็ตาม ไม่สามารถจะเป็นที่พึ่งจะเป็นที่
ต้านทานกีดกัน ขัดขวางให้เราได้ ดังนั้น
บุตรและสามีเป็นต้นเหล่านั้น ถึงจะ
มีอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะช่วยป้องกัน
ความตายให้เราไม่ได้ ดังนั้นผู้มีปัญญา
เมื่อสํารวมศีลของตนไว้ดีแล้ว จึงชำระ
ทางดำเนินไปพระนิพพานสําหรับ
ตนต่อไป”
แล้วทรงแสดงสัจจธรรมเจริญ
วิปัสสนาญาณแก่นางปฏาจาราโดยคาถา
เพ็ญสมณธรรมเพื่อโมกขธรรมสืบไป
พระบรมศาสดาทรงพระมหากรุณาส่ง
นางปฏาจาราไปอุปสมบทยังสำนักภิกษุณี
ตามความประสงค์
เมื่อพระปฏาจาราภิกษุณีอุป
สมบทแล้ว มีความศึกษาดีในพระธรรม
วินัย ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมด้วยความ
เพียรมิได้ว่างเว้น วันหนึ่งนางกำลัง
เอาหม้อตักน้ำล้างเท้า เทน้ำราดลงไป
น้ำนั้นไหลไปด้วยกำลังน้ำหน่อยหนึ่ง
ก็หยุด เพราะสิ้นกำลังส่ง นางเทน้ำลง
ครั้งที่ ๒ น้ำไหลไปได้ไกลกว่านั้น และ
ครั้งที่ ๓ น้ำที่เทได้ไหลไปไกลกว่า
นั้นอีก
นางเห็นแล้วกำาหนดเอาอาการ
ของน้ำที่ไหลไปแล้วหยุดไป เป็นอารมณ์
คิดเทียบดูกับวัยทั้ง ๓ ของคนและสัตว์
ที่เกิด ๆ ตาย ๆ เหล่านี้ว่า
“คนและสัตว์ทั้งหลายที่เกิด
แล้วตายอยู่เนือง ๆ นี้ ลางคนตายเสีย
ในปฐมวัย เหมือนน้ำที่เราเทลงในครั้ง
แรกไหลไปได้หน่อยเดียว ลางคนตาย
ในมัชฌิมวัย เหมือนน้ำที่เราเทลงใน
ครั้งต่อมาไหลไปได้ไกลกว่านี้ ลางคน
ตายในปัจฉิมวัย เหมือนน้ำที่เราเทลง
ในครั้งหลังไหลไปได้ไกลกว่า ๒ ครั้ง
แต่สาคัญอยู่ตรงที่มีความเห็นความ
เกิดขึ้นและความเสื่อมแห่งเบญจขันธ์”
แล้วประทานธรรมในวิปัสสนาญาณ
สีบไปว่า
ตั้ง
ง ๑๐๐
“ปฏาจารา ผู้ใดมิได้พิจารณา
เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป
ของเบญจขันธ์ ถึงจะมีชีวิตเป็นอยู่
- ปีก็หาประเสริฐไม่ ส่วนชีวิต
เพียงวันเดียวของคนที่พิจารณาเห็น
ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของ
เบญจขันธ์ประเสริฐกว่า"
พระปฏาจาราภิกษุณี ได้เจริญ
วิปัสสนาญาณตามพระโอวาทที่ประ
ทานตามลำดับ ในที่สุดก็ได้บรรลุพระ
อรหัตผล ต่อมาปรากฏว่า ท่านได้เป็น
กำลังของพระบรมศาสดาในการช่วย
ประกาศพระศาสนา ได้รับยกย่องจาก
พระศาสดาไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้
เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีทั้งหลายในทาง
พระวินัย
นับว่าท่านเป็นพระเถรีสำคัญ
รูปหนึ่ง ด้วยได้เป็นกำลังของพระบรม
ศาสดาประกาศพระศาสนาตลอด
ชนมายุของท่าน
ก่อน"
ภาษิตว่า
ขณะนั้นพระบรมศาสดาประ
“บุตรไม่มีเพื่อความต้านทาน
ทับอยู่ที่พระคันธกุฎี ทรงทราบความดำริ
Kalyanamitra.org