ข้อความต้นฉบับในหน้า
๖
ผมไม่ได้แจ้งความ เพราะไม่คิดว่า
ตำรวจจะช่วยอะไรได้ ที่สำคัญผมไม่
อยากให้เธอต้องตกเป็นข่าวบนหน้า
หนึ่งของหนังสือพิมพ์
เธอล้มป่วยเกือบสองอาทิตย์ ผม
ไม่ปริปากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยแม้
แต่หมอ เรารู้สาเหตุที่เธอป่วยกันเพียง ๒
อน
เมื่อหายป่วย เธอก็กลับเข้าไป
ทํางานตามเดิม จากสภาพภายนอก
เธอดูปกติทุกอย่าง แต่ผมรู้ว่า เธอเปลี่ยน
ไป บางครั้ง เธอดูผมเหมือนคนแปลก
หน้า เธอเงียบขรึมไปมาก
ผมพยายามเอาใจทุกอย่าง ชวน
เธอไปพักผ่อนต่างจังหวัด ไปชายทะเล
หรือไปต่างประเทศ แต่เธอปฏิเสธ
หมด เธอชอบอยู่คนเดียวเงียบ ๆ สิ่ง
ที่ช่วยให้ผมอุ่นใจบ้างก็คือ การที่ได้ยิน
เธอสวดมนต์ทุกวันและนั่งอยู่หน้าโต๊ะ
หมู่บูชานาน ๆ
ผมอยากจะสารภาพกับเธอว่า
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นความ
ผิดของผมเอง ถ้าผมไม่กินเหล้า ถ้าเรา
กลับบ้านพร้อมกัน เรื่องร้ายนี้ก็คงไม่
เกิดขึ้น แต่เธอไม่ให้โอกาสผมเลย
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็เลิก
ดื่มเหล้า ผมรู้ว่า มันสายไปแล้ว แต่ยังดี
กว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
สองเดือนหลังจากที่เธอกลับไป
ทํางาน เธอก็เริ่มไม่สบายอีก เธอไม่ยอม
ทานข้าว ผมพยายามขอร้องให้เธอดื่ม
นมหรืออาหารสกัดบ้าง แต่เธอก็ไม่ยอม
ร่างกายของเธอจึงผอมซีดลงทุก ๆ วัน
ผมชวนให้ไปหาหมอเธอก็แกล้งไม่ได้
ยิน
ผมกลุ้มใจมาก ไม่รู้จะช่วยเธอ
ได้อย่างไร คิดอยู่อย่างเดียวว่า อีกไม่นาน
น้าตาผมก็ซึม
เธอก็คงต้องตาย เมื่อคิดว่า เธอจะตาย
คงเร่งภรรยาผมให้ฆ่าตัวตายเร็วขึ้น
"โปรดช่วยชี้ทางที่ดีให้เธอด้วย
เมื่อหมดหนทาง ผมก็เอาพระ
ถ้าเธอไม่ตายผมจะบวชปีหน้าทันที"
เป็นที่พึ่ง ผมกราบอธิษฐานขอให้ท่าน
ช่วยชีวิตภรรยาผมไว้
ผมอธิษฐานกับพระพุทธรูป
อีกครั้งเมื่อจนปัญญาที่จะแก้ไขแล้ว
วันที่เธอตลอด ผมไปนั่งเฝ้าอยู่ที่
“ถ้าเธอไม่ตายและหายป่วย ผม
จะบวช ๑ พรรษา"
เหมือนปาฏิหาริย์ หลังจากนั้น
ไม่นาน เธอก็เริ่มกินผลไม้ กินนม แล้ว
ก็กินทุก ๆ อย่างที่ขวางหน้า เธอกินได้
ทั้งวัน แม้เวลานอนก็ยังลุกขึ้นมากิน
อีก
เธอเริ่มมีเนื้อมีหนัง ผิวพรรณ
ก็เปล่งปลั่งขึ้น
วันหนึ่ง เธอบอกผมให้ขับรถพา
ไปหาหมอที่คลินิค ซึ่งเราเคยไปขอคำ
แนะนำเพื่อให้มีบุตร
ผมนั่งรอเธอบนเก้าอี้ที่เคยนั่ง
ระหว่างที่รอ ผมก็อดแปลกใจไม่ได้
ยามไม่สบายผมเป็นห่วงแทบตาย เธอก็
ไม่ยอมให้พาไปหาหมอ ครั้นเธออ้วน
จวนจะลงพุงอยู่แล้ว เธอกลับเป็นฝ่าย
ชวนให้ผมพามา
สักครู่ หมอก็เดินออกมาจากห้อง
ตรวจ มีเธอเดินตามมาข้างหลัง
“ยินดีด้วยนะครับ ภรรยาคุณท้อง
เกือบครบ ๔ เดือนแล้ว”
ระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน เธอนั่ง
หลับตาเงียบมาตลอด ผมเริ่มกลัวว่า เธอ
จะคิดฆ่าตัวตายเพราะการตั้งครรภ์
ผมคิดแล้วคิดอีก คิดหาวิธีที่จะ
ช่วยเธอ ถ้าเธอทนเอาเด็กไว้ไม่ได้ เธอก็
ต้องเล่าความจริงให้หมอทราบ ก่อนจะ
ทำแท้ง หมอก็คงให้เราไปแจ้งความ เจ้า
หน้าที่ก็ต้องสอบปากคำและบันทึกไว้เป็น
หลักฐาน การสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จ
จริงเรื่องนี้ก็จะรู้กันทั่วไป ความอับอาย
โรงพยาบาลเกือบตลอดคืน แม้หมอ
จะแนะให้กลับบ้านไปก่อน เพราะท้อง
แรกมักจะคลอดช้า ผมก็ไม่ไป ผมอยาก
อยู่ใกล้ ๆ เธอ ถ้ามีปัญหา ผมจะได้รีบ
แก้ไข ผมพลาดมาแล้ว เพราะหล้า ตรว
นี้ ผมจะไม่ยอมพลาดอีก
เมื่อฟ้าใกล้จะลง หมอก็เดินยิ้ม
ออกมาบอกว่า
“ยินดีด้วยครับ คุณได้ลูกชาย
คนแรก"
ผมยิ้มกับหมอแห้ง ๆ เดาไม่
ออกเลยว่า เธอจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่ง
ที่ได้หลุดออกมาจากท้องของเธอใน
คราวนี้
เพื่อนที่ทำงาน ทั้งของเธอและ
ของผม มาเยี่ยมมากมาย ต่างหอบของ
ใช้เด็กและอาหารบำรุงกำลังแม่มาให้
ผมไม่กล้ามองหน้าเธอเลย เมื่อ
ได้ยินใคร ๆ พูดว่า
“เจ้าหนูหน้าตาน่าชังจัง เหมือน
ใครเอ่ย"
ผมกลั้นหายใจด้วยความอึดอัด
“เหมือนแม่ยังกับถอดมาจาก
แบบพิมพ์เดียวกัน”
ผมค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก
มา รู้สึกโล่งอกที่อย่างน้อยเด็กก็เหมือน
เธอ
หลังคลอดวันที่ ๓ เธอก็บอก
ผมว่า
"หมอให้กลับบ้านได้พรุ่งนี้"
Kalyanamitra.org