ข้อความต้นฉบับในหน้า
ต่าง ๆ ด้วยหวังจะให้ชื่อเสียงเลื่อง
ระบือไปทั่วทิศ ถ้าเป็นอย่างที่พระ-
พุทธเจ้าสอน
อ่อน ๆ ที่อยากโน่นอยากนี่มิรู้วาย
ดอกหรือ ถ้าในธรรมะชั้นสูง ทรง
สอนให้เลิกอยาก ที่แล้วมามิกลาย
เป็นว่า เราเที่ยววิ่งหาเสลดน้ำลายที่ท่าน
ผู้หายอยากเหล่านั้นถมทิ้งไว้มากลืน
กิน ด้วยนึกว่าเอร็ดอร่อยหรือฉันได
มิใช่เราตอกหรือ ที่เคยไปประณมมือ
เบื้องหน้าเทวาลัยอันหมู่ชนนับถือ แล้ว
นึกอ้อนวอนขอให้ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่ง
พระศาสดากลับสั่งสอนในทางตรงกัน
ข้ามที่ไม่ให้ต้องไปอ้อนวอนขอร้อง
อยากได้อะไร กาฬุทายีเร่งม้าหนักขึ้น
จนบริวารที่ไปด้วย ตามเกือบไม่ทัน
ในจิตใจนั้น ท่วมท้นไปด้วยปีติ อยาก
จะไปกราบพระบาทให้ทันอกทันใจยิ่ง
ขึ้นแม้ม้าก็คงรู้สึกแปลกใจว่าผู้ขับขี่
ของตน ซึ่งไม่เคยยึดชัด เคยปล่อยให้
วิ่งบ้างพักบ้าง เหตุไฉนจึงกระตุ้น
เตือนเหมือนหนีข้าศึก คิดต่อไปอีกถึง
ยามเป็นกุมารรุ่นจำเริญวัย มิตรสหาย
ไม่ไปมาหาสู่ก็กลุ้มอกกลุ้มใจว่า เรา
ทำไมจึงอาภัพนัก แล ยิ่งในยามที่มี
ความสนใจในผู้ที่ตนชอบ ก็เต็มไปด้วย
ความระแวงอย่างนั้นอย่างนี้ ประเดี๋ยว
ดีใจประเดี๋ยวเสียใจ เป็นเชิงสามวันดี
สี่วันไข้ ด้วยเรื่องสมหวังกับพลาดหวัง
อยู่เนืองนิตย์ ก็พระบรมศาสดาทรง
สอนให้อบรมจิต ให้เลิกทะยานอยาก
จะทำอะไรก็ทำไปตามหน้าที่ ดังนี้ ไม่
เป็นการดีดอกหรือที่เท่ากับสอนให้ไม่
เรามีกำลังเป็นโรคจิต
ต้องพลาดหวัง เพราะไม่มีอะไรจะ
พลาด ในหมู่คนที่ป่าวประกาศอยู่อีก
ก้องว่าตนทำความดีแล้วไม่เห็นได้ดีนั้น
บางทีเราจะพบว่ามีเป็นจำนวนมาก ที่
ไม่ได้ทำดีเป็นเนื้อหนังอะไรเลย พอทำ
ดีเข้าสักเล็กน้อย ก็ดูเหมือนจะตะโกน
ร้องหาผลที่มุ่งหมายติดขึ้นมาทันที นี่ก็
แปลว่าความอยากได้วิ่งออกหน้าความ
คิดที่จะทําดีอย่างจริงใจนั่นเอง เมื่อทำ
ดีเพราะเป็นทาสของความอยาก
อย่างไรเสียผลดีก็คงเกิดไม่ทันกับความ
อยากนั้น และอย่างไรเสียก็คงได้ทำ
ความดีด้วยบริสุทธิ์ใจ
“ระยะทางเพียงไม่ถึงโยชน์
เหมือนช่างไกลกว่าหนทางห้าสิบโยชน์
เศษ ซึ่งได้เดินทางผ่านมาแล้วเป็น
อย่างยิ่ง ขบวนม้า อันนับด้วยสิบ ๆ
ซึ่งควบเต็มฝีเท้าในตอนหลังนี้นั้น ได้
ทำให้ชายชราหันมามองเห็นแต่กลุ่ม
ฝุ่นอันปลิวอยู่เบื้องหลัง
“รุ่งขึ้น ชาวกรุงราชคฤห์ต่าง
โจษขานกันอยู่ทั่วไปว่า มีอำมาตย์
พร้อมด้วยบริวาร จากกรุงกบิลพัสดุ
มาบวชอีกเป็นชุดที่ ๑๐ แล้ว ภายหลัง
ที่ได้สดับพระธรรมเทศนาในเย็นที่ตน
มาถึงนั้น อำมาตย์ผู้มาบวชครั้งหลัง
นี้พอเห็นพระศาสดา ยังไม่ทันได้ฟัง
ธรรม ก็มีน้ำตาอาบหน้าด้วยปีติ ตรง
เข้าถวายบังคมและกอดพระบาทพระ
ศาสดา ละล่ำละลักกราบทูลความหลัง
ที่เคยเป็นพระสหายสนิทมาตั้งแต่
ยังเยาว์ ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนา
ตรัสรู้ตามพระพุทธโอวาทแล้ว ก็ทูล
ขออุปสมบท
“เมื่อพระศาสดาเสด็จออกจาก
กรุงพาราณสีนั้นฤดูฝนยังเหลืออีก
เดือน พระองค์มาประทับ ณ ตำบล
อุรุเวลา อันเป็นที่ซึ่งทรงแสดงธรรม
โปรดชฎิลพันรูปเป็นเวลา ๓ เดือน
ครั้นวันเพ็ญกลางฤดูหิมะ เสด็จมา
ประทับ ณ กรุงราชคฤห์ เมื่อพระเจ้า-
พิมพิสารถวายเวฬุวันแล้ว ก็ยังเวลา
ส่วนมากให้ล่วงไป ณ ที่นั้น ในวันที่
ท่านกาฬุทายีมาถึงป่าไผ่นั้น ฤดูหิมะ
ล่วงไปแล้ว ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิได้
๗-๘ วัน
0
“ท่านกาฬุทายีมารำพึงว่า บัดนี้
ชาวนาก็ได้เก็บเกี่ยวข้าวกล้าเสร็จแล้ว
หนทางที่จะเดินไปมาราบเรียบดี ทั้ง
พื้นปฐพี
ชะอุ่มไปด้วยติณชาติอันเขียว
สด พฤกษาลดาวัลย์ในไพรสณฑ์ ก็
กำลังผลิดอกเบ่งบานเป็นที่เจริญตา
ว่าเราจะทูลอาราธนาให้พระทศพล
เสด็จไปโปรดพระประยูรญาติ เมื่อ
ดาริดังนั้นแล้วจึงคิดผูกค่าฉันท์อัน
ไพเราะพรรณนาป่าภูมิสถาน และ
ระยะทางระหว่างราชคฤห์ถึงกบิลพัสดุ
ทุก ๆ บทลงท้ายด้วยค่าเชิญชวน
เป็นต้นว่า เมโย มหาร การสาน ข้า
แต่พระมหาวีระ บัดนี้เป็นสมัยอัน
ควรแก่พระภคีรสแล้ว พระเจ้าข้า
เอส กาโล มหามุนี ข้าแต่พระมหามุนี
บัดนี้เป็นกาลอันควรแล้วพระเจ้าข้า
"เมื่อมีโอกาส จึงเข้าเฝ้าสมเด็จ
พระบรมศาสดา กล่าวโศลกทูลให้ระลึก
ถึงกาลอันควร สมเด็จพระบรมสุคต
ตรัสถาม ทราบความที่พระพุทธบิดา
มีพระประสงค์จะได้ทอดพระเนตร
ดังนั้นแล้ว จึงมีพระพุทธดำรัสให้ภิกษุ
ทั้งหลายเตรียมออกเดินทาง ในขณะ
นั้นพระสาวกที่พำนักอยู่ด้วยเป็นชาว
อังคะ, มคธะ และชาวกบิลพัสดุ์ล้วน
เป็นพระขีณาสพ ระยะทางจากเวฬุ
วนารามไป ๖๐ โยชน์ กำหนดว่าเดิน
อย่างสบายวันละโยชน์จะถึงภายใน 5
เดือน แต่พระกาฬุทายีเถระทูลลาล่วง
๒. ชาตกฏฐกถา ปฐมภาค ๑๒๕
Kalyanamitra.org