ข้อความต้นฉบับในหน้า
เองก็ต้องขออภัยเช่นเดียวกัน ที่ต้องทำ
การบางอย่างเพื่อให้ได้คืนมาซึ่งบุตรอัน
เป็นที่รัก”
ขณะนั้น ภีมเสนะพร้อมทั้งบุตรได้
เข้ามาในสัณฐาคารศาลานั้น ธนิยะรีบ
ลุกขึ้นไปแสดงความเคารพก่อน และ
กล่าวคำขออภัยก่อนอย่างนอบน้อม
เป็นเหตุให้ทีมเสนะรู้สึกสลดใจในการ
กระทำของตนเอง และเกิดความรู้สึก
เคารพนับถือในอัธยาศัยของธนิยะขึ้น
มาทันที
เมื่อได้แสดงคารวะต่อท่าน
เสนาบดีแล้วภีมเสนะจึงกล่าวว่า
“นายกองเกวียนผู้เจริญ ข้าพเจ้า
ควรจะขออภัยท่านก่อน แต่กลับเป็น
ท่านมาขออภัยข้าพเจ้าก่อนดังนี้ ข้าพเจ้า
ขอชมเชยในน้ำใจท่าน เป็นอันว่าท่าน
เสนาบดีได้ช่วยให้เราทั้งสองเข้าใจกันดี
และต่างไม่ถือโทษโกรธเคืองกันต่อไป”
ธนิยะกล่าวว่า
“ท่านผู้เจริญ! พุทธศาส
นิกชนที่ดี ย่อมรู้จักขออภัยและให้
อภัยแก่กันและกัน รู้จักบรรเทา
ความคิดอาฆาตพยาบาท เพราะ
นั่นเป็นทางแห่งความสงบสุข”
สีหเสนาบดีผู้เลื่อมใสในพระรัตน
ตรัยอย่างยอดยิ่งแล้ว เมื่อได้ฟังกถา
อันประกอบด้วยธรรมดังนั้นก็ยินดีนัก
จึงกล่าวว่า
“ท่านได้กล่าวคำอันเป็นมงคลยิ่ง
เป็นอันขอให้เราทั้งหลายลืมเหตุการณ์ที่
แล้วมาและสนทนากันด้วยเรื่องอื่นให้
เป็นที่เบิกบานเถิด”
ภีมเสนะยังไม่ค่อยไว้ใจนักว่าหมด
เรื่องแล้ว เพราะยังจำถ้อยคำของสีห
เสนาบดีได้อยู่ว่า ธนิยะอาจทิ้งอะไรไว้ที่
ตัวอีกก็เป็นได้ จึงกล่าวเลียบเคียงถาม
ขึ้นว่า
“ในราตรีที่ท่านเข้าไปสู่เรือนของ
ข้าพเจ้านั้น ยังจะมีอะไรที่ท่านได้ละทิ้ง
ไว้อันจำเป็นจะต้องแก้ไขอีกหรือไม่”
ธนิยะยิ้มแล้วตอบว่า
“ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งอะไร
ไว้ที่ท่านเลย ทั้ง ๆ ที่พร้อมจะทำได้ ทั้ง
นี้ก็ด้วยเห็นว่าบุตรของท่านคงเป็น
ประกันพอแล้ว และข้าพเจ้าก็เห็นอยู่
ว่า ที่ท่านทำไปก็ด้วยความจงรักและ
ปรารถนาดีต่อชาววัชชีทั้งหลาย แม้จะมี
เข้าใจผิดไปบ้างก็เป็นวิสัยธรรมดาของคน
ทั่วไป แต่ถ้าเป็นสมัยอื่นที่ข้าพเจ้ายังไม่
รู้จักพระพุทธศาสนา บางทีก็จะได้ล่วง
เกินท่านมากทีเดียว และบางที่จะลาม
ไปถึงการยิงธนูไฟเข้ามาเผาเมืองบ้างก็
เป็นได้ ถ้าข้าพเจ้าส่งคนไปยิงสักสี่แห่ง
เท่านั้น มหานครไพศาลีก็จะกลายเป็น
ทะเลเพลิง ไม่ทราบว่าความพินาศเดือด
ร้อนจะเกิดขึ้นสักเพียงไร เพราะบ้าน
เรือนที่ปลูกติดต่อกันนั้นที่มุงด้วยหญ้า
คาและแฝกก็มีมาก แต่ก็เป็นคราวที่
ข้าพเจ้าจะไม่ต้องก่อกรรมหนัก และ
ประชาชนจะไม่ควรเดือดร้อน ก็เผอิญให้
ได้พบพระพุทธศาสนาก่อน ทั้งยังมีท่าน
เสนาบดีเป็นหลักสมานเราอยู่ด้วย ก็นับ
ว่าเป็นมงคลมิใช่น้อย”
สีหเสนาบดีถอนใจใหญ่ รำพึง
ไปถึงการที่มนุษย์หาวิธีรบราฆ่าฟันก่อ
ความพินาศป่นปี้แก่กันและกัน และ
การที่ตนต้องมารับผิดชอบในเรื่องเช่นนี้
นี่ดีว่าไพศาลีไม่มีความคิดตั้งรับอยู่ใน
เมือง หากวางแนวป้องกันไว้ตั้งแต่โก
ฎีกามเป็นต้นมา มิฉะนั้นข้อความที่
ธนิยะกล่าวนี้ก็แสดงว่า ไพศาลียังต้อง
การความรอบคอบในการป้องกันอีก
หลายประการที่เดียว ในที่สุดจึงได้กล่าว
ขึ้นว่า
“นายกองเกวียนผู้เจริญ! สม
เด็จพระบรมศาสดาชื่อว่ามีส่วน
ช่วยให้คนทั้งหลายไม่ต้องพินาศ
ย่อยยับ เพียงแต่ได้ไตร่ตรองหลัก
ธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ให้
รอบคอบ แล้วนำไปใช้ดับเพลิง
คือโทสะของตน ข้าพเจ้ามีความยินดี
นักที่ได้พบผู้เป็นศิษย์ร่วมพระศาสดา
เดียวกัน บัดนี้ข้อข้องใจทั้งหลายก็เป็น
อันหมดไปแล้ว ข้าพเจ้าขอเชิญท่าน
กล่าวเรื่องราวอันเกี่ยวกับคุณความดีเพื่อ
เป็นเครื่องยังใจของเราทั้งหลายให้เบิก
บานในธรรมต่อไป”
ธนิยะกล่าวว่า
“ท่านผู้เจริญ! เรื่องเกี่ยวกับ
คุณความดีนั้น ถ้าจะให้ข้าพเจ้า
กล่าวก็มีเรื่องอยู่ แต่มิใช่เป็นของ
ข้าพเจ้าเอง คือคราวหนึ่งข้าพเจ้า
นั่งล้อมวงอยู่กับชาวขับเกวียนทั้ง
หลาย ณ ริมฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ใกล้
กรุงสาวัตถี” ธนิยะหยุดนิดหนึ่ง
แล้วกล่าวต่อไปว่า :-
อ่านต่อฉบับหน้า
905
Kalyanamitra.org