ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตาบอดก็สอนได้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้
เด็กตาบอดเขาเรียนวิชาการเกษตรจน
สามารถติดตาต่อกิ่งต้นไม้ได้ ซึ่งเรานึก
ไม่ถึงว่าเด็กตาบอดจะทำได้ แล้วก็ทรง
ส่งเสริมให้เด็กหูหนวก ทำอาหาร ทำขนม
ทำงานทางศิลปะ วาดภาพ เพาะพันธุ์
ไม้ดอกไม้ประดับ จนกระทั่งเอามาจิ๋ว
หน่ายทำให้เขามีรายได้ระหว่างเรียน
หนังสือ นอกจากนั้นยังทรงช่วยประสาน
งานให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมมือช่วย
เหลือซึ่งกันและกัน เสด็จเยี่ยมที่ไหนก็
ตาม จะรับสั่งให้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ
มาช่วยเหลือ เช่นพระองค์ท่านรับสั่งว่า
"โรงเรียนเขาอยากส่งเสริมให้
เด็กพิการได้ช่วยตัวเอง ในการปลูก
ต้นไม้ ขอให้พวกเกษตรมาช่วยเหลือ
กันหน่อย..."
ตอนนั้นอาจารย์อาทร จันทวิมล
ผู้อำนวยการกองวิทยาลัยเทคนิค ของ
กรมอาชีวศึกษาได้รับเสด็จด้วย พระองค์
ท่านก็รับสั่งว่าขอให้ความร่วมมือกับ
โรงเรียนเด็กหูหนวก น่าจะสอนเด็กให้
เขาเป็นช่างฝีมือ และทรงชี้ต่อไปว่าเด็ก
เหล่านี้ ถ้าหากส่งเสริมให้เรียนจบชั้น
ม.๓ แล้ว น่าจะได้เข้าเรียนสายวิชาช่าง
ที่วิทยาลัยเทคนิค นับว่าพระองค์ท่าน
ทรงช่วยประสานงานได้อย่างมาก ยิ่งกว่า
นั้นทรงช่วยดึงทรัพยากรท้องถิ่นทั้งด้าน
รัฐบาลและเอกชนเข้ามามีส่วนช่วยพัฒนา
โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และสิ่ง
สำคัญที่สุดคือ ทรงให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติ
งานตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการโรงเรียน
ครูบาอาจารย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยว
ของเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เสียสละมาก
เพราะต้องอยู่กับสภาวะที่ต่างจากปกติ
เพราะเด็กปกติก็ย่อมมีความน่ารัก ความ
สามารถคล้ายคลึงกันกับคนปกติเช่นเรา
แต่การที่ต้องอยู่กับเด็กที่เป็น ใช้ พูดไม่
รู้เรื่อง กว่าจะสอนให้เด็กแกเอ่ออ้าออกมา
หรือเข้าใจความหมายได้ ก็ต้องใช้ความ
อดทน และความเมตตาเป็นอย่างสูง
เพราะทฤษฎีใหม่ในการสอนคนหูหนวก
คนใบ้นั้น ถือว่าเนื่องจากอวัยวะบางสิ่ง
บางอย่างในร่างกายของแกไม่ได้ถูก
ฝึกมาก่อน แต่จึงไม่ได้ยิน ถ้าให้เรียน
เฉพาะภาษามือแสดงว่า เรากับหนทาง
การพูดของแกไป แต่ตรงกันข้าม ถ้าเรา
พยายามให้แกออกเสียงให้ได้ ด้วยการ
สังเกตจากริมฝีปากและที่ลำคอ พยายาม
ให้ใช้ลิ้นและปากให้ออกเสียง แกก็เริ่ม
ออกได้
เพราะฉะนั้น ขวัญและกำลังใจ
เป็นสิ่งสําคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน สมเด็จ
พระเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เฝ้าใกล้ชิด
อยู่เสมอ เพราะบางสั่งการอยู่กับคนตา
นี้พระองค์ทรงดำริว่า น่าจะได้มีการเริ่ม
ตั้งแต่ก่อนปฐมวัย คือเริ่มสร้างพื้นฐาน
ที่มั่นคงให้เรียนรู้อะไรได้หลายอย่าง
ตั้งแต่อายุสัก ๓-๖ ขวบ พอถึงจุดหนึ่ง
เขาจะได้เข้าร่วมเรียนกับคนปกติ มีชีวิต
อยู่กับคนปกติอย่างสบาย เพราะฉะนั้น
ทรงตั้งโครงการศูนย์ทดลองเด็กหู
หนวกปฐมวัยขึ้นในโรงเรียนพระ
ตำหนักสวนกุหลาบ
“นี่ก็เป็นพระกรุณาธิคุณที่ผมขอ
เรียนย้ำว่า เป็นพระเมตตาที่ซาบซึ้งอยู่ใน
ความคิด ความเคารพ ความศรัทธาของ
พวกเราตลอดมา
พระราชกรณียกิจของพระองค์
ในเรื่องนี้ ได้สะท้อนให้ประชาชนชาวไทย
ได้เห็นถึงน้ำพระทัยอันงดงามเปี่ยมด้วย
ความเมตตาอย่างที่สุด ทรงได้สัมผัส
ใกล้ชิดกับพสกนิกรของพระองค์จริง ๆ
บอด หูหนวกนาน ๆ เรายิ่งมีแต่ความไม่
ทรงได้รับทราบถึงความทุกข์ทรมาน
สบายใจ สงสารและสังเวชใจ
ความด้อยโอกาสของพวกเขาที่รอความ
“ผมมานั่งนึกว่าบุคคลเหล่านี้ | ช่วยเหลือ ความเห็นใจจากผู้มีความ
เมตตาจากเพื่อนร่วมชาติ ร่วมแผ่นดิน
เขาต้องมีอุดมการณ์ มีความคิดรัก
เด็กเหล่านี้ มีความปรารถนาดีถึงจะ
อยู่ได้ บางคนไม่ใช่อยู่สอนแค่ปี
สองปี แต่อยู่ตั้งยี่สิบปี ก็มี เพราะ
ฉะนั้นการที่เสด็จมาทรงให้กำลังใจ
แก่พวกเรา เรียกว่าเป็นพระกรุณา
ธิคุณอย่างที่สุด ทำให้ขวัญและกำลัง
ใจเต็มเปี่ยม...”
บทบาทในเรี่อง ของพระองค์ที่
น่าเทิดทูน สำนึกในน้ำพระทัยอันสูงส่ง
ของพระองค์ท่าน ก็คือการที่ทรงริเริ่ม
งานด้วยพระองค์เอง โดยการทรงตั้ง
ศูนย์ทดลองเด็กหูหนวกปฐมวัยขึ้น
เป้าหมายคือสอนกระทั่งให้เด็กแก
ช่วยเหลือตนเองได้ และสามารถอยู่
ในโลกนี้ได้เช่นกับคนปกติ จากเรื่อง
“สมเด็จเจ้าฟ้า” พระองค์นี้จึงทรง
เข้ามายืนหยัดช่วยเหลือ ให้กำลังใจ
พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างผู้เสียสละ
เสมอ ทรงเต็มพระทัยที่เข้ามาประสาน
งาน เพ
เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของพสกนิกรให้คืนสู่ชีวิตที่ดี พระ
องค์ท่านทรงเป็นผู้นำ เป็นเทียนชัย
สำหรับทุกคน แสงเทียนส่องสว่างได้
เพียงในที่มืด แต่ความจงรักภักดี
ส่องสว่างได้ แม้ในชีวิตที่มืดสนิท
ด้วยสองนัยน์ตา ย่อมซาบซึ้งตรึงตรา
อยู่ในดวงใจน้อย ๆ ที่มองเห็นได้ถึง
ความรักความเมตตาของพระองค์
เสมอมา
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร / มิถุนายน ๒๕๓๐