ข้อความต้นฉบับในหน้า
ครั้งที่ ๒ ส่วนเรื่องการสังคายนาครั้งที่
๓ มีปรากฏในชั้นอรรถกถาอันพอเก็บ
ใจความได้ดังนี้
สังคายนาครั้งที่ ๓ กระทำที่
อโศการาม กรุงปาตลีบุตร ประเทศ
อินเดีย พระโมคคลีบุตร ติสสเถระ
เป็นหัวหน้า มีพระสงฆ์ประชุมกัน |
๑,๐๐๐ รูป ทำอยู่ ๙ เดือนจึงแล้วเสร็จ
สังคายนาครั้งนี้ กระทำภายหลังที่พระ
พุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ๒๓๔ หรือ
๒๓๕ ปี ข้อปรารภในการทำสังคาย
นาครั้งนี้ คือพวกเดียรถีย์ หรือนักบวช
ศาสนาอื่นมาปลอมบวช แล้วแสดง
ลัทธิศาสนาและความเห็นของตนว่า
เป็นพระพุทธศาสนา พระโมคคลีบุตร
ติสสเถระ ได้ขอความอุปถัมภ์จากพระ
๒. เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน คือ พระเจ้าอโศก
มหาราช เสวยราชย์ ๒๑๘ ปี หลังพุทธ
ปรินิพพาน ต่อมาอีก ๑๖ ปี (บางฉบับว่า
๑๗ ปี) จึงได้ทำสังคายนา เมื่อเป็นเช่น
นี้จึงต้องนับ ๑ ตั้งแต่ปีเสวยราชย์
๖๖
เจ้าอโศกมหาราช ชำระสอบสวนกำจัด
เดียรถีย์เหล่านั้นจากพระธรรมวินัยได้
แล้ว จึงสังคายนาพระธรรมวินัย
มีข้อน่าสังเกตว่า ในการทำาสั่ง
คายนาครั้งนี้ พระโมคคลีบุตร ได้แต่ง
คัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์ในอภิธัมม
ปิฎกเพิ่มขึ้นด้วย ตามประวัติว่าบทตั้ง
มีอยู่เดิมแล้ว แต่ได้แต่งขยายให้พิสดาร
ออกไป เรื่องกถาวัตถุเป็นเรื่องคำถาม
คำตอบเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธ
ศาสนา มีคำถาม ๕๐๐ คำตอบ ๕๐๐
และเมื่อทำสังคายนาเสร็จแล้ว ก็ได้ส่ง
คณะทูตไปประกาศพระพุทธศาสนา
ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งพระมหินท
เถระ ผู้เป็นโอรสพระเจ้าอโศก ได้นำ
พระพุทธศาสนาไปประดิษฐานในลังกา
เป็นครั้งแรก การส่งสมณทูตไปในทิศ
ต่าง ๆ ครั้งนั้น ถือหลักว่าให้ไปครบ
๕ รูป เพื่อจะได้ให้การอุปสมบทแก่ผู้
เลื่อมใสได้ แต่คงไม่ได้ระบุชื่อหมดทั้ง
๕ โดยมากออกนามเฉพาะท่านผู้เป็น
หัวหน้า
การสังคายนาครั้งที่ ๔
๔
การสังคายนาครั้งนี้ผสมกับ
」
ฝ่ายมหายาน กระทำกันในอินเดียภาค
เหนือ ด้วยความอุปถัมภ์ของพระเจ้า
กนิษกะ ได้กล่าวแล้วว่าสังคายนาครั้ง
นี้ ทางฝ่ายเถรวาท คือฝ่ายที่ถือพระ
พุทธศาสนาแบบที่ ไทย ลาว เขมร พม่า
ลังกานับถือ มิได้รับรองเข้าอันดับเป็น
ครั้งที่ ๔ เพราะเป็นการสังคายนาของ
นิกายสัพพัตถิกวาท ซึ่งแยกออกไปจาก
เถรวาทท่าผสมกับฝ่ายมหายาน และ
เพราะมีสายแห่งการสืบต่อสั่งสอนอบรม
ไม่ติดต่อเกี่ยวข้องกัน จึงไม่มีบันทึก
หลักฐานเรื่องนี้ทางเถรวาท ทั้งภาษา
ที่ใช้สำหรับพระไตรปิฎกก็ไม่เหมือนกัน
คือ ฝ่ายมหายาน ใช้ภาษาสันสกฤต
(บางครั้งก็ปนปรากฤต) ฝ่ายเถรวาทใช้
ภาษาบาลี
แม้สังคายนาครั้งที่ ๓ ในอินเดีย
ซึ่งกล่าวมาแล้วข้างต้น ทางฝ่ายจีน
และธิเบตก็ไม่มีบันทึกรับรองไว้ เพราะ
เป็นคนละสายเช่นเดียวกัน
แต่เนื่องจากการสังคายนาครั้งนี้
เป็นที่รู้กันทั่วไปในวงการของผู้ศึกษา
พระพุทธศาสนา จึงนับว่ามีความสำคัญ
ทางประวัติศาสตร์ที่ควรนำมากล่าวไว้
ด้วย และเมื่อคิดตามลำดับเวลาแล้ว ก็
นับเป็นสังคายนาครั้งที่ ๔ ที่ทำในอิน
เดีย เมื่อประมาณ ค.ศ. ๑๐๐ หรือ
พ.ศ. ๒๔๓ เรื่องปีที่ทำสังคายนานี้
หนังสือบางเล่มก็กล่าวต่างออกไป สัง
คายนาครั้งนี้กระทำ ณ เมืองชาลันธร
แต่บางหลักฐานก็ว่าทำที่กาษมีระหรือ
แคชเมียร์ รายละเอียดบางประการจะ
ได้กล่าวถึงตอนที่ว่าด้วยการสังคายนา
กัลยาณมิตร / มิถุนายน ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org