ข้อความต้นฉบับในหน้า
ใสขึ้น เพราะพระดำรัสประโลมใจของ
พระศาสดา น
เย็นวันนั้นเอง พุทธบริษัทแห่งนคร
โกสัมพี่ผู้ใคร่ต่อธรรมมีมือถือดอกไม้ธูป
เทียน และสุคันธชาติหลากหลายต่างมุ่ง
หน้าสู่โฆสิตาราม เพื่อฟังธรรมรสจากพระ
พุทธองค์ เมื่อพุทธบริษัทพรั่งพร้อมนั่ง
อย่างมีระเบียบแล้ว พระผู้มีพระภาคทรง
อันตรวาสก (สบง - ผ้าสำหรับนั่ง) ซึ่ง
ย้อมไว้ด้วย แล้ว ทรงคา พระกาย
พันธนะ (ประคดเอว - ผ้ารัดเอว) อัน
เป็นประดุจสายฟ้า ทรงครองสุคติมหา
บังสุกุลจีวร อันเป็นประดุจผ้ากัมพล
เหลืองหม่น เสด็จออกจากพระคันธกุฎีสู่
ธรรมสภาด้วยพุทธลีลาอันงามยิ่งหาที่
เปรียบมิได้ ประดุจวิลาสแห่งพระยาช้าง
ตัวประเสริฐ และประดุจอาการเยื้องกราย
แห่งไกรสรสีหราช เสด็จขึ้นสู่บวรพุทธ
อาสน์ที่ปูลาดไว้ดีแล้ว ท่ามกลางมณฑล
มาล ซึ่งประดับตกแต่งอย่างวิจิตรตระ
การดา ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีประ
ดุจพระอาทิตย์เปล่งแสงอ่อน ๆ บนยอด
ภูเขายุคนธร เมื่อสมเด็จพระจอมมุนี
เสด็จมาถึง พุทธบริษัทก็เงียบกริบ พระ
พุทธองค์ทรงมองดูพุทธบริษัทด้วยพระ
หฤทัยอันเปี่ยมไปด้วยเมตตา ทรงดำริว่า
"ชุมนุมนี้ ช่างงามน่าดูจริง จะ
หาคนคะนองมือคะนองเท้า หรือมีเสียงไอ
เสียงจามไม่ได้เลย ชนทั้งหมดนี้มีคารวะ
ต่อเรายิ่งนัก ถ้าเราไม่พูดขึ้นก่อน แม้จะ
นั่งอยู่นานสักเท่าใดก็จะไม่มีใครพูดอะไร
เลย แต่เวลานี้เป็นเวลาแสดงธรรม”
พระองค์ทรงดำริเช่นนี้แล้วจึงส่ง
ข่ายแห่งพระญาณของพระองค์ไปสำรวจ
พุทธบริษัทว่า ใครหนอจะสามารถบรรลุ
ธรรมเบื้องสูงได้บ้างในวันนี้ ทรงเล็งเห็น
อุปนิสัยแห่งภิกษุณีโกกิลาว่า มีญาณ
กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๓๐
แก่กล้าพอจะบรรลุธรรมได้ พระพุทธองค์
จึงทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ
ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะกังวาน ดังนี้
“ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ทางสอง
สายคือกามสุขัลลิกานุโยค การหมกมุ่น
อยู่ด้วยกามสุขสายหนึ่ง และอัตตกิลม
ถานุโยค การทรมานกายให้ลำบากเปล่า
สายหนึ่ง อันผู้หวังความเจริญในธรรม
พึงละเว้นเสีย ควรเดินทางสายกลาง คือ
เดินตามอริยมรรคมีองค์ ๘ คือความ
เห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ
การทำชอบ การประกอบอาชีพในทาง
สุจริต ความพยายามในทางที่ชอบการ
ตั้งสติชอบ และการทำสมาธิชอบ
ดูก่อนท่านทั้งหลาย! ความทุกข์
เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิต
จะต้องประสบบ้างไม่มากก็น้อย ความ
ทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง? ท่าน
ทั้งหลาย ความเกิดเป็นความทุกข์ ความ
แก่ความเจ็บความตายก็เป็นความทุกข์
ความแห้งใจ หรือความโศกความร่ำไร
รำพันจนน้ำตานองหน้า ความทุกข์
ภาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ
ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอัน
เป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคลหรือ
สิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ ปรารถนาอะไร
ไม่ได้ดังใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ที่
บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดย
สรุปการยึดมั่นในขันธ์ ๕ ด้วยตัณหา
อุปาทานนั่นเองเป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่
ท่านทั้งหลาย! เราตถาคตกล่าว
ว่าความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบเนื่องมาจาก
เหตุ ก็อะไรเล่าเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้น เรา
กล่าวว่าตัณหานั้นเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์
ตัณหาคือความทะยานอยากดิ้นรน ซึ่งมี
ลักษณะเป็นสามคือ ดิ้นรนอยากได้
อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา เรียก
กามตัณหาอย่างหนึ่ง ดิ้นรนอยากเป็น
นั่นเป็นนี เรียกภวตัณหาอย่างหนึ่ง
ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีแล้วเป็นแล้ว เรียก
วิภวตัณหาอย่างหนึ่ง นี่แลคือสาเหตุ
แห่งทุกข์ขั้นมูลฐาน
ท่านทั้งหลาย การสละคืนโดยไม่
เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่าง ๆ ดับตัณหา
คลายตัณหาโดยสิ้นเชิงนั่นแลเราเรียกว่า
นิโรธ คือความดับทุกข์ได้
ทางที่จะดับทุกดับตัณหานั้น
เราตถาคตแสดงไว้แล้ว คืออริยมรรค
มีองค์ ๘
ท่านทั้งหลายจงมีธรรมเป็นที่พึ่ง
เถิด อย่ามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งเลย เรา
ตถาคตเองเป็นที่พึ่งแก่ท่านทั้งหลาย
ไม่ได้ ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้
ทางบอกทางเท่านั้น ส่วนความเพียร
พยายามเพื่อเผาบาปอกุศล ท่านทั้ง
หลายต้องทำเอง ทางมีอยู่ เรา
แล้วบอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดิน
เฮงๆ
พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าในวันนั้น เหมือนเจาะจงเทศนา
แก่ภิกษุณิโกกิลาโดยเฉพาะ นางรู้สึก
เหมือนพระองค์ประทับแก้ปัญหาหัวใจ
ของนางให้หลุดร่วง สมแล้วที่ใคร ๆ
พากันชมพระพุทธองค์ว่าเป็นเหมือนดวง
จันทร์ ซึ่งทุกคนรู้สึกเหมือนว่าจงใจจะ
ส่องแสง นวลไปให้แก่ตนเพียงคนเดียว
โกกิลาภิกษุณีส่งกระแสจิต
ไปตามพระธรรมเทศนา ปลดเปลื้อง
สังโยชน์คือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจ
ทีละชั้น จนสามารถประหารกิเลส
ทั้งมวลได้สำเร็จมรรคผลชั้นสูงสุด
ในพระพุทธศาสนา เป็นพระอรหันต์
องค์หนึ่งด้วยประการฉะนี้
อ่านต่อฉบับหน้า
๖๓
Kalyanamitra.org