ข้อความต้นฉบับในหน้า
ก็ต้องแก่ต้องเจ็บและในที่สุดก็ต้องตาย
ความตายย่อมกวาดล้างสรรพสัตว์ไป
โดยมิละเว้นใครไว้เลย และใคร ๆ ไม่
อาจต่อสู้ด้วยวิธีใด ๆ ได้
นอกจากนี้มนุษย์ทุกคนล้วนมี
เลือดสีแดง รู้จักกลัวภัยและใคร่ความสุข
เสมอกัน เหมือนไม้นานาชนิด เมื่อนำมา
เผาไฟย่อมมีเปลวสีเดียวกัน เมื่อเป็นเช่น
นี้ จะมัวมาแบ่งแยกกันอยู่ทำไมว่า คนนั้น
เป็นวรรณะสูงคนนี้เป็นวรรณะต่ำ มา
ช่วยกันกระพือสันติสุขให้แก่โลกที่ร้อน
ระอุนี้จะมีดีกว่าหรือ มนุษย์ไม่ว่าจะเกิด
ในวรรณะใด เมื่อประพฤติดีก็เป็นคนดี
เหมือนกันหมด เมื่อประพฤติชั่วก็เป็นคน
ชั่วเหมือนกันหมด
เพราะฉะนั้นขอให้น้องหญิงเลิก
น้อยใจในเรื่องชาติตระกูลของตัวและตั้ง
หน้าพยายามทำความดีเถิด ขอให้น้อง
หญิงเชื่อว่า การที่อาตมาไม่สามารถสนอง
ความรักของน้องหญิงได้นั้น มิใช่เป็น
เพราะอาตมารังเกียจเรื่องชาติเรื่องตระกูล
ของเธอเลย แต่มันเป็นเพราะอาตมา
รังเกียจตัวความรักนั่นต่างหาก
ภคินีเอย อันธรรมดาว่าความรัก
นั้น มันเป็นธรรมชาติที่เร่าร้อนอยู่แล้ว
ถ้ายิ่งมันเกิดขึ้นในฐานะที่ผิด ที่ไม่เหมาะ
สมเข้าอีก มันก็จะยิ่งเพิ่มแรงร้อนมาก
ขึ้น การที่น้องหญิงจะรักอาตมา หรือ
อาตมาจะรักเธออย่างเสน่หาอาลัยนั่นแล
เรียกว่าความรักอันเกิดขึ้นในฐานะที่ผิด
หรือไม่เหมาะสม ขอให้เธอตัดความรัก
ความอาลัยเสียเถิด แล้วเธอจะพบความ
สุขความปลอดโปร่งอีกแบบหนึ่ง ซึ่ง
สูงกว่า ประณีตกว่า
พระอานนท์ละภิกขุนูปัสสยะไว้
เบื้องหลังด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด
ท่านเดินลัดเลาะมาทางริมสระแล้วนั่งลง
ณ ม้ายาวมีพนักตัวหนึ่ง ภิกษุผู้เป็น
ปัจฉาสมณะก็นั่งลง ณ ริมสุดข้างหนึ่ง
พระอานนท์ถอนหายใจยาวและหนัก
หน่วง เหมือนจะระบายความหนักอก
หนักใจออกมาเสียบ้าง ครู่หนึ่งท่าน
จึงบอกให้ภิกษุรูปนั้นกลับไปก่อน ท่าน
ต้องการจะนั่งพักผ่อนอยู่ที่นั่นสักครู่
ถ้าพระศาสดาเรียกหาก็ให้มาตามที่ริม
สระนั้น
ท่านนั่งคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่
เกิดขึ้น บางครั้งรู้สึกสงสารภิกษุณีโกกิลา
อย่างจับใจ แต่ด้วยอัธยาศัยแห่งมหา
บุรุษประดับด้วยบารมีธรรมนั้นต่างหาก
เล่า จึงสามารถข่มใจและสลัดความรู้สึก
สงสารอันนั้นเสีย ท่านปรารภกับตนเอง
ว่า
“อานนท์เธอเป็นเพียงโสดาบันเท่า
ตถาคตเป็นเพียงแต่ผู้ชี้ทางบอกทางเท่านั้น
ส่วนความเพียรพยายามเพื่อเผาบาปอกุศล
ท่านทั้งหลายต้องทำเอง ทางมีอยู่ เราชี้แล้ว
บอกแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง
นั้น ราคะโทสะและโมหะยังมิได้ละเลย
เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อย่าเข้าใกล้
หรือยอมพบกับภิกษุณีโกกิลาอีก ธรรม
ชาติของจิตเป็นสิ่งดิ้นรนกลับกลอกง่าย
บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมัน อา
นนท์) จงเอาสติเป็นขอสำหรับเหนี่ยวรั้ง
ช้าง คือจิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจ
บุคคลผู้มีอำนาจมากที่สุด และควร
แก่การสรรเสริญนั้นคือ ผู้ที่สามารถ
เอาตนของตนเองไว้ในอำนาจได้
สามารถชนะตนเองได้ พระศาสดา
ตรัสว่าผู้ชนะตนเองได้ชื่อว่าเป็นยอด
นักรบในสงคราม เธอจงเป็นยอด
นักรบในสงครามเถิด อย่าเป็นผู้แพ้เลย”
พระอานนท์ตรึกตรองและให้โอ
วาทตนเองอยู่พอสมควรแล้ว ก็เข้า
เฝ้าพระผู้มีพระภาค ท่านไม่มีอะไรปิดบัง
สำหรับพระผู้มีพระภาค เพราะฉะนั้น
ท่านจึงกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระ
จอมมุนีทรงทราบ รวมทั้งที่ท่านปรารภ
กับตนเอง และให้โอวาทตนเองนั้นด้วย
พระมหาสมณะทรงทราบเรื่องนี้แล้ว ทรง
ประทานสาธุการแก่พระอานนท์แล้วตรัส
ให้กําลังใจว่า
"อานนท์ เธอเป็นผู้มีบารมีอันได้
สั่งสมมาดีแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย
แห่งเธอ เรื่องที่เธอจะตกไปสู่ฐานะที่ต่ำ
กว่านี้นั้นเป็นไม่มีอีก” แล้วพระศากยมุนี
ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ เมื่อพระ
อานนท์ทูลถามสาเหตุที่ทรงแย้มพระ
โอษฐ์นั้น จึงตรัสว่า
“อานนท์! เธอคงลืมไปว่า พระ
โสดาบันนั้นมีการไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
จะต้องได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์อย่าง
แน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง เธออย่าวิตก
ทุกข์ร้อนไปเลย"
พระอานนท์มีอาการแช่มชื่นแจ่ม
กัลยาณมิตร/มิถุนายน ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org