ข้อความต้นฉบับในหน้า
ปัญญา ไม่เข้าใจความเป็นไปในชีวิตตัว
เคยสร้างไว้ คิดว่าไม่ต้องทำความดีอะไร
เขาเองด้วยไม่เข้าใจวิธีทำทานที่ทำให้ ก็อยู่สุขสบายได้ ไม่รู้ว่ากำลังนั่งกินบุญเก่า
เกิดอานิสงส์มากด้วย ถ้าทำได้หลาน
ควรช่วยให้เขามีปัญญาขึ้น”
จะให้เขาเข้าใจอย่างที่คุณป้า
พูด จะชี้แจงรายละเอียดยังไงดีคะ
“ชี้แจงอย่างนี้สิจ๊ะว่า คนในยุคนี้มี
อายุขัยประมาณ ๗๔ ปีเท่านั้น (สมัย
พุทธกาล อายุขัยของมนุษย์ ๑๐๐ ปี จาก
นั้นก็ลดลงด้วยอัตรา ๑๐๐ ปีต่อ ๑ ปี
เรื่อย ๆ จนถึงเดี๋ยวนี้ ๒๕๓๐ ปี อายุขัย
จึงลดลงไปถึง ๒๖ ปี) ที่มีอายุขัยน้อยลง
เพราะคนเรามีกิเลสเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุ
นี้น่าจะพูดได้ว่า คนที่มาเกิดยุคนี้ ถ้าจะ
แบ่งคงจะแบ่งออกได้เป็น ๒ พวก พวก
หนึ่งคือพวกมาสร้างบุญบารมีเพิ่ม
เพราะยังเป็นเวลาที่พอสร้างเพิ่มได้ ส่วน
อีกพวกเป็นประเภทมีบุญน้อย มาเกิด
ใช้กรรม อ้อ! บางทีก็มีบุญเก่ามามาก
เรียกพวกหลังนี้ว่าพวกใช้กรรมเก่าแล้วกัน
ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว”
พวกแรกหลานพอเดาออกค่ะ
เขาเกิดมารู้จักทำทาน รักษาศีล
เจริญภาวนา ทั้งทำด้วยตนเองและ
ชักชวนผู้อื่นด้วยใช่ไหมคะ
“ใช่จ้ะ พวกนี้มักมีปัญญารู้ตนเอง
ว่า เกิดมาควรจะทำอะไรบ้าง จึงจะได้
กำไรชีวิต ไม่เสียชาติเกิด”
ส่วนพวกหลัง ที่คุณป้าว่า
เป็นพวกใช้กรรม เขาจะรู้จักคิด เรื่อง
กำไรชีวิตอย่างพวกแรกบ้างมั้ยคะ
“ไม่แน่หรอกหลาน แต่ส่วนใหญ่
ชอบประมาท ที่ต้องมาใช้หนี้บาปกรรม
เก่าได้รับความทุกข์ยาก ก็มักพาลโกรธ
เกลียดคนอื่น ที่มาเสวยผลบุญเก่า
สุขสบายก็ไม่เข้าใจว่า เป็นของเก่าที่ตน
๑๐๒
ซึ่งนับวันแต่จะหมดลงไป
อาจจะมีอยู่บ้างจ้ะ ที่บังเอิญได้รับ
คำแนะนำตักเตือนจากพวกแรก ทำให้เกิด
ปัญญาคิดตามได้เช่น รู้ว่ายากจนเพราะ
อดีตทำทานมาน้อย จึงตั้งใจขวนขวาย
บำเพ็ญทานตามโอกาส หรือได้คิดว่าชาติ
นี้เกิดเป็นคนขี้โรค เพราะผิดศีลข้อ ๑
เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ช้ำใจเรื่องความรัก
เพราะผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร พูดอะไร
ไม่มีใครเชื่อ เพราะผิดศีลข้อมุสาวาท
และมีปัญญาทึบเพราะเวรจากผิดศีลข้อ
สุราเมระยะ แล้วเขาก็ตั้งใจรักษาศีล หรือ
ว่าเขาอยากหมดกิเลส เลิกเวียนว่ายตาย
เกิด เขาก็พยายามสนใจเจริญภาวนา
คนอย่างนี้ ชีวิตของเขาไม่ขาดทุน
ยังไงนะหลาน ในฐานะนักสร้าง
บารมี เราจะต้องให้คำแนะนำพวกเขาจน
สุดความสามารถ อย่าท้อถอย ยกเว้น
พวกมิจฉาทิฐิ คนประเภทที่เป็นเหมือน
บัวใต้น้ำ เป็นอาหารของเต่าปลาจริง ๆ
ก็ต้องปล่อยไป”
แล้วเรื่องทำบุญในสถานที่
ขาดแคลนจริง ๆ เค้าว่าน่าจะได้บุญ
มากน่ะค่ะ จริงหรือเปล่าคะ
“หลานแกล้งถามทำไม หลานก็
รู้จักคำว่า “นาบุญ” ดีอยู่แล้วนี่ การ
ทำทานที่ไหน แม้แต่ให้สัตว์เดรัจฉานก็
ได้บุญ แต่จำนวนบุญจะได้ปริมาณมาก
น้อยอย่างใดน่ะ ต้องเป็นไปตามเนื้อ
นาบุญ ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัส
สอนพระนางปชาบดีโคตมี (พระน้านาง)
เกี่ยวกับเรื่องการทำทานไว้ว่า ถ้าเป็น
บุคคลิกทาน ให้ทานเจาะจง) ให้
ทานต่อสัตว์เดรัจฉาน จะได้อานิสงส์
๑๐๐ เท่า ให้ต่อคนทุศีล ได้ ๑,๐๐๐
0,000
เท่า ให้ผู้มีศีลได้แสนเท่า ให้ต่อ
คนนอกพุทธศาสนาแต่เขาไม่มีกาม
ราคะ ได้แสนโกฏิเท่า ถ้าให้ต่อผู้ที่
ปฏิบัติเพื่อเป็นพระโสดาบันบุคคลจะ
ได้นับเท่าไม่ถ้วน
ส่วนสังฆทาน มีอานิสงส์มาก
มายกว่าบุคคลิกทานนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว
เมื่อการทำทานได้ผลานิสงส์ไม่
เท่ากันอย่างนี้ คนฉลาดย่อมรู้จักเลือก
ที่ใดก็ตามทำไปแล้วเป็นประโยชน์ต่อ
มหาชน เช่นทำให้ผู้ไม่เคยมีศีล กลาย
เป็นคนถือศีล คนขี้ตระหนี่กลายเป็นคน
ใจดี คนมิจฉาทิฐิให้เป็นสัมมาทิฐิ ทำบุญ
ที่นั่นนับเป็นเนื้อนาบุญอันยั่งยืน ไม่ผุพัง
แตกทำลายโดยง่าย คนทำทานตายไป
แล้ว นาบุญนั้นยังเป็นที่สร้างกุศลให้เกิด
ขึ้นอยู่ได้เรื่อย ๆ บุญกุศลจะเกิดมากมาย
สักเพียงไหนลองคิดดู การอ้างเรื่องที่
นั่นรวยที่นี่จน จึงเป็นเรื่องของการไม่
เข้าใจวิธีสร้างทานกุศล หรือมิฉะนั้นก็เกิด
การริษยาขึ้นมาในใจ เกิดการเหลือใจ
เสียประโยชน์ตนไปแล้ว ยังพูดให้ผู้อื่น
ไขว้เขวเป็นบาปกรรมเพิ่ม คนมีปัญญา
ย่อมตัดสินเอาว่า ที่ใดเป็นนาบุญที่จะ
สามารถให้ประโยชน์ตนและประโยชน์
ผู้อื่นได้มากกว่าแล้วจึงทำ
กัลยาณมิตร / มิถุนายน ๒๕๓๐