ข้อความต้นฉบับในหน้า
ของนิกายสัพพัตถิกวาท
มีข้อน่าสังเกต คือ หนังสือประวัติ
ศาสตร์ของอินเดียบางเล่ม” กล่าวว่า
ใน ค.ศ. ๑๓๔ (พ.ศ. ๑๑๗๗) พระเจ้า
ศิลาทิตย์ ได้จัดให้มีมหาสังคายนาขึ้น
นิกายสัพพัตถิกวาทผสมกับฝ่ายมหายาน
หนังสือสมันตัปปาสาทิกา ซึ่ง
แต่งอธิบายวินัยปิฎกกล่าวว่า เมื่อทำ
สังคายนาครั้งที่ ๓ เสร็จแล้ว พระมหินท
เถระผู้เป็นโอรสของพระเจ้าอโศก พร้อม
ในอินเดียภาคเหนือ มีกษัตริย์ประเทศ ด้วยพระเถระอื่น ๆ รวมกันครบ ๕ รูป
ราชมาร่วมด้วยถึง ๒๑ พระองค์ ใน
พิธีนี้มีพระสงฆ์ผู้คงแก่เรียน และ
พราหมณ์ผู้ทรงความรู้มาประชุมกัน
ในวันแรกตั้งพระพุทธรูปบูชาในพิธี ใน
วันที่ ๒ ตั้งรูปสุริยเทพ ในวันที่ ๓ ตั้ง
รูปพระศิวะ การสังคายนาครั้งนี้จึงมี
ลักษณะผสม คือทั้งพุทธ ทั้งพราหมณ์
ภิกษุที่เข้าประชุมก็มีทั้งฝ่ายเถรวาทและ
มหายาน แต่เมื่อสอบดูหนังสือประวัติ
ของภิกษุเสี้ยนจัง” ซึ่งบันทึกเหตุการณ์
ตอนนี้ไว้ด้วย กลายเป็นการประชุมเพื่อ
ให้มาโต้แย้งกับภิกษุเงี่ยนจังผู้แต่งตำรา
ยกย่องพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
ได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน
ลังกา ได้พบกับพระเจ้าเทวานัมปิย ติสสะ
แสดงธรรมให้พระราชาเลื่อมใส และ
ประดิษฐานพระพุทธศาสนาได้แล้ว ก็มี
การประชุมสงฆ์ ให้พระอริฏฐะผู้เป็นศิษย์
ของพระมหินทเถระ สวดพระวินัยเป็นการ
สังคายนาวินัยปิฎก ส่วนหนังสืออื่น ๆ
เช่นสังคีติยวงศ์ กล่าวว่ามีการสังคายนา
ทั้ง ๓ ปิฎก สังคายนาครั้งนี้กระทำที่ถูปา
ราม เมืองอนุราธปุระ มีพระมหินทา
เถระเป็นประธาน
การสังคายนาครั้งนี้ ต่อจากสัง
คายนาครั้งที่ ๓ ในอินเดียไม่กี่ปี คือ การ
ไป หาใช่การสังคายนาอย่างไรไม่ ที่ 1 ทำสังคายนาครั้งที่ ๓ กระทำใน พ.ศ.
บันทึกไว้ในที่นี้ด้วยก็เพื่อให้หมดปัญหา
ประวัติการสังคายนาในประเทศอินเดีย
๒๓๕ พอทำสังคายนาเสร็จแล้วไม่นาน
(พ.ศ. ๒๓๖) พระมหินทเถระก็เดินทางไป
เผยแผ่พระพุทธศาสนาในลังกา และในปี
การนับสังคายนา พ.ศ. ๒๓๘ ก็ได้ทำสังคายนาในลังกา
ของลังกา
ลังกาซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา
ฝ่ายเถรวาทเช่นเดียวกับไทย คงรับรอง
การสังคายนาทั้ง ๓ ครั้งแรกในอินเดีย
แต่ไม่รับรองสังคายนาครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นของ
* Brief History of the Indian Peoples
ของ, Sir W. W., Hunter หน้า 81
* ในภาษาไทยมีหนังสือชื่อประวัติพระถังซัม
นั่ง นายเคงเหลียน สีบุญเรือง แปลจาก
ภาษาจีน มีข้อความตอนนี้ หน้า ๒๓๘
กัลยาณมิตร / มิถุนายน ๒๕๓๐
เหตุผลที่อ้างในการทำสังคายนาครั้งนี้ก็
คือเพื่อให้พระศาสนาตั้งมั่น เพราะเหตุที่
สังคายนาครั้งนี้ห่างจากครั้งแรกประมาณ
๓-๔ ปี บางมติจึงไม่ยอมรับเป็นสังคายนา
เช่นมติของฝ่ายพม่า ดังจะกล่าวข้างหน้า
|
กระทำเมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๓๓ ใน
รัชสมัยของพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย
เรื่องที่ปรากฏเป็นเหตุทำสังคายนาครั้งนี้
คือ เห็นกันว่า ถ้าจะใช้วิธีท่องจำพระ
พุทธวจนะต่อไป ก็อาจมีข้อวิปริตผิดพลาด
ได้ง่าย เพราะปัญญาในการท่องจำของ
กุลบุตรเสื่อมถอยลง จึงตกลงจารึกพระ
พุทธวจนะลงในใบลาน มีคำกล่าวว่า
ได้จารึกอรรถกถาลงไว้ด้วย สังคายนา
ครั้งนี้กระทำที่อาโลกเลณสถาน ณ
มตเลชนบท ซึ่งไทยเราเรียกว่า มลัย
ชนบท ประเทศลังกา มีพระรักขิตมหา
เถระเป็นประธาน ได้กล่าวแล้วว่าบาง
| มติไม่รับรองการสังคายนาของพระมหินท์
ว่าเป็นครั้งที่ ๔ ต่อจากอินเดีย แต่สัง
คายนาครั้งที่ ๒ ในลังกานี้ ได้รับการ
รับรองเข้าลำดับโดยทั่วไป บางมติก็จัด
เข้าเป็นลำดับที่ ๔ บางมติที่ไม่รับรอง
สังคายนาของพระมหินท์ (ครั้งแรกใน
ลังกา) ก็จัดสังคายนาครั้งที่ ๒ ในลังกานี้
ว่าเป็นครั้งที่ ๔ ต่อมาจากอินเดีย
สังคายนาครั้งที่ ๓ ในลังกา
กระทำเมื่อไม่ถึง ๑๐๐ ปีมานี้เอง คือใน
พ.ศ. ๒๕๐๘ (ค.ศ. ๑๙๖๕) ที่รัตน
ปุระในลังกา พระเถระชื่อหิกขเว
สิริสุมังคละ เป็นหัวหน้า กระทำอยู่ ๕
เดือน การสังคายนาครั้งนี้น่าจะไม่มีใคร
รู้กันมากนัก นอกจากเป็นบันทึกของชาว
ลังกาเอง การโฆษณาก็คงไม่มากมาย
ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สังคายนาครั้งนี้ เหมือนสังคายนาครั้งที่ 5 ของพม่า
อาจเป็นการวางรากฐานให้ชาวลังกา
ท่องจำพระพุทธวจนะ จึงต้องประชุมชี้แจง
หรือแสดงรูปแห่งพุทธวจนะตามแนวที่ได้
จัดระเบียบไว้ในการสังคายนาครั้งที่ ๓ ใน
อินเดีย ฉะนั้นจึงนับได้ว่า เป็นสัง
คายนาครั้งแรกในลังกา
สังคายนาครั้งที่ ๒ ในลังกา
๑. หลักฐานบางแห่งว่า พ.ศ. ๔๕๐
๒. ลังกานับเป็น ๒๔๐๙
อ่านต่อฉบับหน้า
๖๗
Kalyanamitra.org