ข้อความต้นฉบับในหน้า
หมายถึงต้นเหตุ ข้อธรรมคำสอนของ
พระพุทธเจ้าทุกข้อ ถ้าดูให้ดีแล้วล้วนแต่
เป็นคำบอกเหตุทั้งสิ้น คือ บอกว่าถ้าทำ
เหตุอย่างนี้แล้ว จะเกิดผลอย่างนั้น หรือ
ไม่ก็บอกว่าผลอย่างนี้เกิดมาจากเหตุ
อย่างนั้น
ดังนั้น "ไม่ประมาทในธรรม
จึงหมายถึง “ไม่ประมาทในเหตุ” ให้มี
สติรอบคอบตั้งใจทำาเหตุที่ดีอย่างเต็มที่
เพื่อให้บังเกิดผลดีตามมานั่นเอง
ลักษณะของผู้ที่ยัง
ประมาทอยู่
๑. พวกกุสตะ คือ พวกไม่ทําเหตุ
ดีแต่จะเอาผลดี เป็นพวกเกียจคร้าน เช่น
เวลาเรียนไม่ตั้งใจเรียน แต่อยากสอบได้
งานการไม่ทํา แต่ความดีความชอบจะเอา
ไม่ทำประโยชน์แก่ใคร แต่อยากให้คน
ทั้งหลายนิยมชมชอบ, ทาน ศีล ภาวนา
ไม่ปฏิบัติ แต่อยากได้สวรรค์ นิพพาน
ฯลฯ
๒. พวกทุจริตะ คือ พวกท่าเหตุ
เสียแต่จะเอาผลดี เป็นพวกท่าอะไรตาม
อ้าเภอใจ แต่อยากได้ผลดี เช่น ทำงาน
เหลวไหลเสียหาย แต่พอถึงเวลาพิจารณา
ผลงานอยากได้เงินเดือนเพิ่ม ๒ ขั้น
รวมความแล้ว ผู้ที่ยังประมาทอยู่
มี ๒ จำพวกคือ พวกไม่ทำเหตุดี แต่จะ
เอาผลดี พวกทำเหตุเลวแต่จะเอาผลดี
พวกทำเหตุน้อยแต่จะเอาผลมาก
ส่วน ผู้ไม่ประมาทในธรรม มีคุณสมบัติ
ตรงข้ามกับคน ๓ จ่าพวกดังกล่าว คือ
จะต้องไม่เป็นคนดูเบาในการทำเหตุ
ต้องทำแต่เหตุที่ดี ทำให้เต็มที่ และทำ
ให้สมผล
อยู่เสมอ
ผู้ที่ไม่ประมาททุกคนจะต้องมีสติ
สติคืออะไร
สติ คือ ความระลึกนึกได้ถึง
ความผิด ชอบ ชั่ว-ดี เป็นสิ่งกระตุ้น
เตือนให้คิด ทำ พูด ในสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้
ไม่ลืมตัว ไม่เผลอตัว ใช้ปัญญาพิจารณา
ใคร่ครวญสิ่งต่าง ๆ ได้
ธรรมชาติของจิต มีการนักคิดตลอด
เวลา การนึกคิดนี้ถ้าไม่มีสติกำกับ ก็จะ
กลายเป็นความคิดฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์
ต่าง ๆ ใช้งานอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีสติ
กำกับแล้ว จะทำให้ไม่เผลอ ควบคุมความ
นึกคิดได้ ไม่ปล่อยใจให้เลื่อนลอยไป
ไม่ปล่อยอารมณ์ให้เป็นไปตามสิ่งที่มา
กระทบ
ปากเสีย เที่ยวด่าว่าชาวบ้านทั่วเมือง หน้าที่ของสติ
แต่อยากให้ทุกคนรักตัว ฯลฯ
๓. พวกสิถิละ คือ พวกท่าเหตุดี
เล็กน้อย แต่จะเอาผลดีมาก ๆ เป็นพวกค้า
กำไรเกินควร เช่น จุดธูป ๓ ดอกบูชาพระ
แต่จะเอาสวรรค์ วิมาน มีนางฟ้า เทวดา
คอยรับใช้นับหมื่นนับแสน, อ่านหนังสือ
แค่ ๑ ชั่วโมง แต่จะเอาที่ ๑ ในชั้น, เลี้ยง
ข้าวเขาจานหนึ่ง แต่จะให้เขาจงรักภักดี
ต่อตัวไปจนตาย
กัลยาณมิตร / มิถุนายน ๒๕๓๐
ระแวงว่าจะมีรถอื่นสวนมาในระยะ
กระชั้นชิด ส่วนความระวัง คือ การ
ป้องกันไม่ให้ภัยชนิดนั้น ๆ เกิดขึ้น เช่น
ลดความเร็วลง ตั้งใจขับมากขึ้น อย่างนี้
เป็นต้น
๒. สติเป็นเครื่องยับยั้ง เตือนไม่ให้
ตกไปในทางเสื่อม ไม่ให้มัวเมา ลุ่มหลง
ไม่ให้เพลิดเพลินไปในสิ่งที่เป็นทุกข์เป็น
โทษต่อตนเอง เช่น เพื่อนชวนไปดื่มเหล้า
ก็มีสติยับยั้งตัวเองไว้ว่า อย่าไป เพราะ
เป็นโทษต่อตัวเอง ฯลฯ
๓. สติเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้
ขวนขวายในการสร้างความดี ไม่แชเชือน
หยุดอยู่กับที่ ไม่ทอดธุระ ไม่เกียจคร้าน
ป้องกันโรค “นอนบิดติดเสื่อ งานการเบื่อ
ท่าไม่ไหว ข้าวปลากินได้อร่อยดี
๔. สติเป็นเครื่องเร่งเร้าให้มีความ
ขะมักเขม้น คือ เมื่อเตือนตัวเองให้ท่า
ความดีแล้วก็ทำอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่คิด
อาดยืดยาด ไม่ทําแบบเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ
๕. สติเป็นเครื่องทำให้เกิดความ
สำนึกในหน้าที่อยู่เสมอ ตระหนักถึงสิ่ง
ที่ควรทำและไม่ควรทำ ตระหนักถึงสิ่งที่
ว่าแล้วและยังไม่ได้ทำ
5. สติเป็นเครื่องทําให้เกิดความ
ละเอียดรอบคอบในการทํางาน ไม่สะเพร่า
ไม่ชะล่าใจว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นเรื่องเล็กน้อย
ไม่เป็นไร
๑. สติเป็นเครื่องทำให้เกิดความ คำอุปมาสติ
ระมัดระวังตัว ป้องกันภัยที่จะมาถึงตัว
คือ ระแวงในสิ่งที่ควรระแวง และระวัง
ป้องกันภัยที่จะมาถึงในอนาคต
ความระแวง หมายถึง ความ
กริ่งเกรงล่วงหน้าว่า จะมีความเสียหาย
อันใดเกิดขึ้น เช่น คนกำลังขับรถขณะ
ฝนตก ถนนลื่น ก็ระแวงว่ารถจะคว่ำ
สติเสมือนเสาหลัก ปักแน่น
ในอารมณ์ คือ คนที่มีสติเมื่อจะ
ไตร่ตรองคิดในเรื่องใด ใจก็ปักแน่นคิด
ไตร่ตรองในเรื่องนั้นอย่างละเอียด
ถี่ถ้วน ไม่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น
คิดไตร่ตรองจนเข้าใจแจ่มแจ้ง ทะลุ
13
Kalyanamitra.org