การโต้เถียงในวิภาษวิธี วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 9 หน้า 74
หน้าที่ 74 / 122

สรุปเนื้อหา

"X" และตัว “Y” ถึงแม้ต่างฝ่ายต่างก็ คิดว่าตนพูดถึงเรื่องเดียวกันก็ตาม - การโต้เถียงที่รูปประโยคตรรก วิทยาไม่สัมพันธ์กันคือ "-p>g" และ "p>-g" ฝ่ายอาภิธรรมิกะทั้ง ๒ สำนัก คือเถรวาทและบุคคลวาท ไม่สามารถแก้ ปัญหาทั้ง ๒ ข้อนี้ได้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า การที่นาคารชุนคิดวิภาษวิธีขึ้นมา ก็เพื่อ นำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวนี่เอง ผู้เขียนขอแสดงวิธีการให้เหตุผล แบบวิภาษวิธีของนาคารชุน โดยจะคัด (คาถาที่ ๒) และเมื่อ ถ้าน้ำมันเหมือนกับไฟ น้ำมันเพียงอย่างเดียว ก็สามารถเผาไหม้ ตัวมันเองได้แล้ว ตัวการใดเล่าที่จำเป็น จะต้องใช้เผาไหม้น้ำมันอีกต่อไป? (คาถา ที่ ๔) (ถ้าน้ำมันแตกต่างจากไฟ] มันก็จะ เจอกับไฟไม่ได้ เมื่อไม่เจอกัน มันก็จะไม่ ถูกไฟเผาไหม้ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งใดก็ตาม ที่ไม่ถูกเผาไหม้ สิ่งนั้นจะไม่สูญหาย และ

หัวข้อประเด็น

- การโต้เถียงในวิภาษวิธี

ข้อความต้นฉบับในหน้า

"X" และตัว “Y” ถึงแม้ต่างฝ่ายต่างก็ คิดว่าตนพูดถึงเรื่องเดียวกันก็ตาม - การโต้เถียงที่รูปประโยคตรรก วิทยาไม่สัมพันธ์กันคือ "-p>g" และ "p>-g" ฝ่ายอาภิธรรมิกะทั้ง ๒ สำนัก คือเถรวาทและบุคคลวาท ไม่สามารถแก้ ปัญหาทั้ง ๒ ข้อนี้ได้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า การที่นาคารชุนคิดวิภาษวิธีขึ้นมา ก็เพื่อ นำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวนี่เอง ผู้เขียนขอแสดงวิธีการให้เหตุผล แบบวิภาษวิธีของนาคารชุน โดยจะคัด (คาถาที่ ๒) และเมื่อ ถ้าน้ำมันเหมือนกับไฟ น้ำมันเพียงอย่างเดียว ก็สามารถเผาไหม้ ตัวมันเองได้แล้ว ตัวการใดเล่าที่จำเป็น จะต้องใช้เผาไหม้น้ำมันอีกต่อไป? (คาถา ที่ ๔) (ถ้าน้ำมันแตกต่างจากไฟ] มันก็จะ เจอกับไฟไม่ได้ เมื่อไม่เจอกัน มันก็จะไม่ ถูกไฟเผาไหม้ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งใดก็ตาม ที่ไม่ถูกเผาไหม้ สิ่งนั้นจะไม่สูญหาย และ สิ่งที่ไม่สูญหาย ย่อมมีอยู่จริง เหมือนกับ ข้อความบางตอนจากหนังสือที่ท่านแต่ง สิ่งที่มีลักษณะสำคัญในตัวของมันเอง ชื่อ Examination of Fire and fuel (อัคนีนธนะ - ปรึกษานาม การไต่สวน เรื่องไฟและน้ำมัน]) ซึ่งมัธยมกะ-การ กาศาสตร์ อันเป็นหนังสือที่ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและขันธ์ นำมาอ้างอิงไว้ นาคารชุนใช้ไฟและ น้ำมันเป็นภาพพจน์ที่แทนบุคคลและ ขันธ์ตามลำดับ ทั้งบุคคลและขันธ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ธาตุที่ ประกอบกันเป็นกายและใจจำนวน ทับทวี ซึ่งรวมอยู่ในขันธ์ ๕ นี้ก็คือ น้ำมัน ส่วนตัวตนที่พิสูจน์ได้หรือบุคคล เช่น ไฟ การสันดาปจะเกิดขึ้นก็ต่อ เมื่อน้ำมันและไฟมาเจอกัน เพราะฉะนั้น บุคคลจึงเกิดขึ้นพร้อมกับขันธ์ ๕ นาคารชุน จึงต้องให้เหตุผลโต้แย้งดังต่อไปนี้ ถ้าน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวถูกเผาไหม้เหมือน และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการ กับไฟ เผาไหม้ ทั้งสองสิ่งนี้ก็อาจจะกลายเป็นสิ่ง เดียวกันได้ (เพราะ) ถ้าไฟแตกต่างจาก น้ำมันแล้ว ถึงแม้จะไม่มีน้ำมัน ไฟก็จะ ติดขึ้นมาเองได้ (คาถาที่ ๑) [ถ้าเป็นดังนี้] ไฟก็จะลุกไหม้ ตลอดกาลโดยไม่ต้องอาศัยน้ำมัน หรือ ปราศจากความมุ่งหมาย (ความจำเป็น) ย่อมอยู่เพื่อแสดงตัวของมันเอง (สวลิง ความ ได้แก่ สวภาวตะทั้งหลาย) (คาถาที่ ๕) ด้วยวิธีนี้ นาคารชุนก็ค่อย ๆ ทำให้ ผู้อ่านเกิดความคิดเรื่อง “การพึ่งพาอาศัย กันและกัน” ของสิ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกัน แต่แล้วก็ปฏิเสธความคิดนี้อีก โดยให้ เหตุผลว่า ถ้าไฟต้องพึ่งน้ำมัน และน้ำมัน ต้องพึ่งไฟ สิ่งใดในสองสิ่งนี้ (ไฟหรือ น้ำมัน) จะต้องเกิดขึ้นก่อน เพื่อที่จะ อาศัยกัน จนไฟสามารถเผาไหม้น้ำมันได้? (คาถาที่ ๔) ไม่อีกเช่นกัน (คาถาที่ ๑๒) ไฟจะไม่เกิดจากสิ่งใดอื่น นอกจาก ตัวของมันเอง หรือในไฟจะไม่มีน้ำมัน คุณสมบัติทุก ๆ อย่างของน้ำมัน เป็น สิ่งที่เลือกได้ คือถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ก็ต้อง เป็นอย่างนั้น ซึ่งเราได้กล่าวมาแล้ว ด้วยการ ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของเวลาช่วงขณะ หนึ่งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต (ดูบทที่ ๒ ซึ่งว่าด้วยการตรวจสอบการ เคลื่อนไหวในอดีตและอนาคต (คตาคตะ ปรึกษานาม) (คาถาที่ ๑๓) น้ำมันไม่ใช่ไฟ หรือไฟจะพบในที่ อื่นที่ไม่ใช่น้ำมันก็ไม่ได้อีกเช่นกัน ไฟไม่ ได้เป็นเจ้าของน้ำมัน ไฟจะไม่มีในน้ำมัน และน้ำมันก็จะไม่มีในไฟเช่นกัน (คาถา ที่ ๑๔) เดิมคำว่าบุคคล มีผู้อธิบายว่า เป็นตัวคนที่เราทดลองได้พิสูจน์ได้ และอยู่สืบเนื่องนานกว่าขันธ์หรือธาตุ ที่ประกอบกันเป็นกายและใจ (รูปธรรม เป็นต้น) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ชั่วคราว (อนิตยะ) เกิดขึ้นและดับลงในไม่ใช้ คำถามของเราก็คือ "เมื่อไม่คิดว่าไฟ และน้ำมันเกี่ยวข้องกัน แล้วนาคารชุน ต้องการพิสูจน์สิ่งใดหรือ?” ผู้เขียนขอยกตัวอย่างจาก วิครหว ยาวรตนี ซึ่งนาคารชุนไม่เชื่ออย่างคน ทั่วไป เชื่อว่าแสงสว่างเกิดจากความสว่าง และความมืดมาพบกัน ในคาถาที่ ๓๖- ๓๙ ต่อไปนี้ จะแสดงให้เห็นการใช้วิภาษ วิธีของนาคารชุนในการเชื่อมโยงความสว่าง เข้ากับความมืด เพื่อพิสูจน์ความจริง - ตามที่ท่านกล่าวว่า ถ้าไฟให้ความ สว่างแก่สิ่งอื่นรวมทั้งตัวของมันเองแล้ว เช่นนั้น ความมืดก็ควรจะต้องครอบคลุม ไฟจะติดด้วยน้ำมันไม่ได้ และไฟ สิ่งอื่นรวมทั้งตัวของมันเองด้วยเช่นกัน จะติดไม่ใช่ด้วยน้ำมันก็ไม่ได้อีกเช่นกัน (คาถาที่ ๓๖) ที่จะต้องเผาไหม้น้ำมันอีกต่อไป เพราะ หรือน้ำมันจะถูกไฟเผาไหม้นั้นหาได้ไม่ ไม่มีความมืดในไฟ หรือในสิ่งอื่น ฉะนั้นไฟก็จะหมดหน้าที่เผาไหม้ไปเลย และน้ำมันจะไม่ถูกไฟเผาไหม้นั้นก็หาได้ อีกที่มีไฟอยู่ (แล้ว] มันจะสว่างได้ ๗๒ กั ล ย า ณ มิตร Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More