ข้อความต้นฉบับในหน้า
“มีบางคนเขาบอกกระผมว่า การที่พระพุทธรูป
บางองค์ศักดิ์สิทธิ์ บางองค์ไม่ศักดิ์สิทธิ์นั้น
เพราะ
บางองค์ได้รับการสวดพุทธาภิเษกอย่างถูกต้อง เมื่อหล่อ
หรือปั้นพระพุทธรูปเสร็จแล้ว ก็มีการประกอบพิธีนิมนต์
พระอาจารย์ผู้มีอาคมขลังมาสวดพุทธาภิเษกคือ อภิเษก
พระพุทธรูปธรรมดาให้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนองค์ที่ไม่
ศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษกเขาว่ากันอย่างนี้
ท่านจะเห็นอย่างไร?”
- ท่านอาจารย์หัวเราะอย่างอารมณ์เย็นแล้วตอบว่า
"ถ้าอย่างนั้น เรื่องก็ยิ่งไปกันใหญ่ มันแสดงให้เราเห็นอย่าง
ชัดเจนว่า ที่แท้พุทธานุภาพนั้นก็ไม่วิเศษวิโสอะไร แล้วแต่
เกจิอาจารย์ปุถุชนยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ จะเสกสรร
ปั้นแต่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง แล้วแต่เขาจะเสกให้ไปอยู่
ที่ไหนอย่างไร ดูไม่สมกับเป็นพุทธานุภาพตัวแทนพระ
บรมศาสดาบรรดาเกจิอาจารย์เหล่านั้นก็ช่างเก่งดีแท้
สามารถเสกสรรให้พระอิฐพระปูนพระสัมฤทธิ์ เป็นพระ
พุทธเจ้าขึ้นมาได้อาตมาเห็นว่า ถ้าเกจิอาจารย์เหล่านั้นเก่งจริง
น่าจะเสกพระภิกษุสงฆ์ธรรมดาอย่างเราให้เป็นพระพุทธเจ้า
ขึ้นมาบ้าง จะได้มีพระพุทธเจ้าหลาย ๆ องค์ ช่วยกันโปรด
สัตว์ที่กำลังเสื่อมทรามลงทุกวัน ไม่น่าจะไปเสกอิฐปูน
สัมฤทธิ์ ทองแดงอย่างที่ทำกันอยู่ หรือโยมมีความเห็น
อย่างไร?"
"กระผมเห็นด้วยกับท่านทุกประการครับ”
"การเป็นพระพุทธเจ้า มิได้สำเร็จด้วยการเสกการ
เป่าดอกโยม ถ้าสำเร็จได้ด้วยการเสก พระพุทธเจ้าก็คงมี
เต็มบ้านเต็มเมือง พระบรมศาสดาของเราก็คงไม่ต้อง
บำเพ็ญบารมีมาเป็นเวลาตั้ง ๔ อสงไขยกำไรแสนกัลป์
ถ้าการเสกเป่าทำให้คนพ้นทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าก็คง
ทรงสอนแต่เรื่องเสกเป่า ท่องบ่นคาถาอาคม แต่ความจริง
พระองค์หาได้ทรงสอนไม่ กลับทรงประณามว่าเป็นดิรัจ
ฉานวิชา ทรงสอนแต่ทุกข์เหตุของทุกข์ ความดับทุกข์
และทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์เท่านั้น
"ถ้าอย่างนั้น การเสกเป่าเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์
ก็ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าละสิครับ”
"ผิดอย่างแน่นอนทีเดียว”
"ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระสงฆ์บางรูปจึงยังทำอยู่
ละครับ?”
"เหตุที่พระสงฆ์บางรูปยังทำอยู่ ก็เพราะอำนาจโลภะ
ความโลภในลาภในยศ และโมหะความหลงใหลมัวเมาใน
เกียรติยศชื่อเสียง พระสงฆ์ประเภทนี้ยังมีอุปนิสัยสันดาน
เมื่อไม่สามารถจะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่าง
หยาบ
เคร่งครัดให้คนอื่นเลื่อมใสได้ ก็หันไปอาศัยดิรัจฉานวิชา
เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ”
"การทำอย่างนี้ บาปมากไหมครับ?”
"บาปมากทีเดียว เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
กรรมใดที่ทำด้วยอกุศลมูลคือ ความโลภ ความโกรธ
ความหลง กรรมนั้นเป็นบาปอกุศล จะส่งผลให้เกิดใน
ทุคติมีนรกเป็นต้น การเผยแพร่ดิรัจฉานวิชาเป็นการ
กระทำด้วยโลภะและโมหะ เป็นบาปชั้นหนึ่งอยู่แล้ว
การจำหน่ายจ่ายแจกเครื่องรางของขลังเป็นการชักนำให้
ประชาชนหลงใหลด้วยโมหะยิ่งขึ้น เป็นบาปชั้นที่สอง
การอาศัยพระบวรพุทธศาสนาเป็นสถานที่เผยแพร่คำสอน
นอกศาสนา เป็นบาปหนักชั้นที่สาม เป็นการเนรคุณต่อ
พระบรมศาสดา เข้ามาอาศัยร่มเงาพระบวรพุทธศาสนา
แล้วน่าจะสนองบุญคุณท่านด้วยการ จำกัด โลภ โกรธ
หลง และเผยแผ่ธรรมเครื่องกำจัดโลภ โกรธ หลง กลับ
ไปเผยแพร่ธรรมปลอมเปรียบเสมือนคนเลวที่เขาสงสาร
ให้อาศัยอยู่ในบ้าน แทนที่จะปฏิบัติตาม ระเบียบแบบแผน
๑๐๐ กัลยา ณ มิตร
Kalyanamitra.org