การใช้วิภาษวิธีของนาคารชุน วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 9 หน้า 75
หน้าที่ 75 / 122

สรุปเนื้อหา

อย่างไร? เพราะแสงสว่างย่อมทำลาย นาคารชุนมีชื่อเรียกว่า “ประสังควากยะ” ความมืด (คาถาที่ ๓๗) การกล่าวว่าแสงจะสว่างเมื่อไฟติด ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะในขณะที่ไฟติดนั้น ไฟจะไม่เจอความมืด (คาถาที่ ๓๘) หรือถ้าไฟสามารถทำลายความมืด หรือ “การรวบยอดลงให้วิปลาส” (reduc tio-ad-absurdum argument) ซึ่ง เป็นคำแปลที่ใกล้เคียงที่สุด แต่ผู้เขียน ขอให้คำว่า "วิภาษวิธี” (dialectical method) ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ ดังที่ผู้ ได้โดยไม่ต้องพบกับความมืด ไฟซึ่งอยู่ เขียนเคยกล่าวในที่อื่นมาแล้ว ว่าตรรก คำอธิบายไม่เหมือนกัน ในคำอธิบายของตรรกวิทยา ตัวแปร ๒ ชุดที่นำมาอ้างอิง จะแยกออกจากกัน อย่างเด็ดขาดด้วยการเชื่อมโยงคำทั้ง แบบยืนยันและแบบปฏิเสธ ไม่มีการให้ เหตุผลข้ามแดนกัน เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะทำให้เกิดคำอธิบายที่เหมือนกัน การ ๆ

หัวข้อประเด็น

- การใช้วิภาษวิธีของนาคารชุน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

อย่างไร? เพราะแสงสว่างย่อมทำลาย นาคารชุนมีชื่อเรียกว่า “ประสังควากยะ” ความมืด (คาถาที่ ๓๗) การกล่าวว่าแสงจะสว่างเมื่อไฟติด ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะในขณะที่ไฟติดนั้น ไฟจะไม่เจอความมืด (คาถาที่ ๓๘) หรือถ้าไฟสามารถทำลายความมืด หรือ “การรวบยอดลงให้วิปลาส” (reduc tio-ad-absurdum argument) ซึ่ง เป็นคำแปลที่ใกล้เคียงที่สุด แต่ผู้เขียน ขอให้คำว่า "วิภาษวิธี” (dialectical method) ด้วยเหตุผลต่อไปนี้ ดังที่ผู้ ได้โดยไม่ต้องพบกับความมืด ไฟซึ่งอยู่ เขียนเคยกล่าวในที่อื่นมาแล้ว ว่าตรรก คำอธิบายไม่เหมือนกัน ในคำอธิบายของตรรกวิทยา ตัวแปร ๒ ชุดที่นำมาอ้างอิง จะแยกออกจากกัน อย่างเด็ดขาดด้วยการเชื่อมโยงคำทั้ง แบบยืนยันและแบบปฏิเสธ ไม่มีการให้ เหตุผลข้ามแดนกัน เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะทำให้เกิดคำอธิบายที่เหมือนกัน การ ๆ วิทยาและวิภาษวิธีต่างก็มีโครงสร้างพื้นฐาน ถกเถียงกันระหว่างเถรวาทและบุคคลวาท ในการสร้างเหตุผลเพื่อนำมาอ้างอิงเหมือน ที่จบลงด้วยการอ้างเหตุผลที่ผิดหลักการ กับที่ก็จะทำลายความมืดในโลกต่าง ได้หมด (คาถาที่ ๓๙) ในวิครหวยาวรัตน์ นาคารชุนใช้ กัน โครงสร้างทางตรรกวิทยาประกอบ ภาพพจน์ที่เกี่ยวข้องกันระหว่างความสว่าง ด้วยเงื่อนไข ๒ ประการข้างต้นคือ กับความมืด และประมาณ (อาตยะที่ ใช้ในการรับรู้) กับประเมยะ (วัตถุที่เรา รับรู้) เพื่อปฏิเสธการให้เหตุผลของสำนัก นยายะในฮินดู ทั้งนี้เพราะประมาณ มีความสำคัญอันดับแรกในระบบการ ให้เหตุผลทางตรรกวิทยา เขาไม่เชื่อ ว่าความสว่างกับความมืดจะมาเกี่ยว ข้องกันได้ ตามที่มีผู้อธิบายว่า แสงสว่างเกิดจากความสว่างและความ มืดมาพบกันในสถานที่และเวลาหนึ่ง หนิง ๆ ส่วนการรับรู้จะเกิดขึ้นเมื่ออายตนะที่ ใช้ในการเห็น และวัตถุที่เป็นเป้าของ การเห็นมาบรรจบกัน ด้วยเหตุนี้ นาคารชุนจึงน่าการถกเถียงไปสู่เป้า หมายเดิม นั่นก็คือ ไม่ว่าความสว่าง หรือความมืดจะเหมือนกันหรือแตกต่างกัน ก็ตาม แสงสว่างซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมี ประการแรกมีกฎการวินิจฉัยให้ถูกต้อง และสมเหตุสมผล ๒ ข้อ ดังนี้ - การเชื่อมโยงคำ ๒ คำแบบ ยืนยัน ได้แก่ "ถ้ามีควัน ก็ต้องมีไฟ” และ การเชื่อมโยงคำ ๒ คำแบบปฏิเสธ สิ่ง ๒ สิ่งมาพบกัน จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ได้แก่ “ถ้าไม่มีไฟ ก็ต้องไม่มีควัน ถ้าหากแต่ละสิ่งที่มาพบกันนั้น มีคุณ ประการที่สอง โครงสร้างนี้ประกอบ สมบัติอย่างอื่นนอกเหนือไปจากคุณสมบัติ ด้วยตัวแปร ๒ ประเภทที่นำมาใช้อ้างอิง ของตัวมันเองรวมอยู่ด้วย ผู้เขียนจึงขอ เพื่อการเชื่อมโยงของสองสิ่ง คือ ถามอีกครั้งว่า "ถ้าไม่เชื่อว่าความสว่าง และความมืดเกี่ยวข้องกันและกันแล้ว ตัวแปร เช่นคำว่า ครัว ซึ่ง อาจจะมีได้ทั้งควันและไฟ และ นาคารชุนต้องการจะพิสูจน์สิ่งใดหรือ?" ๒. ตัวแปร เช่นสระน้ำ ที่อาจจะ ไม่ได้ ไม่มีทั้งไฟหรือควันก็ได้ อันที่จริงแล้ว โครงสร้างทั่วไปของวิธีการตรรกวิทยา วิภาษวิธีของนาคารชุนใช้โครงสร้างทาง ตรรกวิทยานี้มากกว่า วิภาษวิธีแตกต่าง และวิภาษวิธี ในอินเดียยุคกลาง วิภาษวิธีของ หรือเหตุผลที่ไม่แน่นอน แต่ในคำอธิบาย ของวิภาษวิธี ชุดของตัวแปรที่นำมา อ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นแบบยืนยันหรือปฏิเสธ จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ด้วย การนำตัวแปร ๒ ชุด ทั้งแบบยืนยัน และปฏิเสธมาเทียบเคียงกันในแง่ ความหมายที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว นาคารชุนปฏิเสธว่า ในคำ ๒ คำนั้น จะไม่มีความคิดใด ๆ ที่เราจะนำมา เชื่อมโยงเข้าหากันได้เลย แล้วเขาก็ สร้างความคิดใหม่ ให้เกิดขึ้นในใจ ของผู้ฟังว่า ความสว่างและความมืด จะมาพบกันที่จุด หนึ่ง ในเวลา และที่ว่างหนึ่ง ที่เขาอธิบายตาม แนวนี้ ก็เพราะว่าวิธีเดิมของเราไม่ ๆ ๆ สามารถอธิบายเรื่องการเกิดขึ้น แสงสว่างได้ตรงตามข้อเท็จจริง ใน ลักษณะเดียวกันนี้ ผู้ฟังก็จะรู้สึกไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงกล่าวว่าไฟและน้ำมันไม่เกี่ยวข้อง กัน (นั่นก็คือเหตุใดบุคคลและขันธ์ไม่ไป ด้วยกันนั่นเอง) เพราะฉะนั้น ผู้ฟังก็จะ ถูกชักนำให้คิดว่า บุคคลที่เรามองเห็นได้ พิสูจน์ได้และธาตุที่ประกอบกันเป็นกาย และใจ (ขันธ์) ทั้งหมด จะมารวมกัน ในที่ว่างและเวลาหนึ่ง ๆ เพราะมิฉะนั้น แล้ว เราก็จะอธิบายเรื่องของบุคคลที่ ประกอบด้วยความคิด ตลอดจนความรู้ และความเข้าใจไม่ได้ ผู้เขียนขออธิบาย เกี่ยวกับจุดที่ว่างและเวลามาพบกันตาม จากตรรกวิทยา ตรงที่ต่างฝ่ายต่างมี แบบที่เราเข้าใจกันมาแต่เดิม ในที่นี้ กัลยาณมิตร ๗๓ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More