ข้อความต้นฉบับในหน้า
ปัจจุบัน) แห่งเดียวก็มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า
หนึ่งล้านคนแล้ว จัดเป็นมหานครใหญ่แห่งหนึ่ง
ของโลก การค้าขายเป็นไปอย่างคึกคัก มีระบบ
ธนาคารซึ่งมีสาขาทั่วประเทศรับฝากกู้ยืมเงินบริการ
ตั๋วแลกเงินเพื่อความปลอดภัยเวลาเดินทาง มี
กลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีขนาดธุรกิจครอบคลุมทั่ว
ประเทศ นักลงทุนนักธุรกิจได้รับการบ่มเพาะให้
เติบใหญ่ กระบวนการสะสมทุนได้ดำเนินไปอย่าง
สืบเนื่องภายใต้ภาวะความมั่นคงทางการเมืองที่
ยาวนานกว่า ๒๐๐ ปี เครือข่ายการตลาดได้กระจาย
ตัวเข้าถึงดินแดนทุกส่วนของประเทศ ผู้คนคุ้นเคย
กับการค้าขาย มีวิญญาณของนักการค้าอยู่แล้ว
การเปิดประเทศของญี่ปุ่น จึงหมายถึงการ
เปิดรับเอาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในการผลิต
สินค้า แล้วก็ส่งไปจำหน่าย ขยายขอบเขตการค้า
ไปยังต่างประเทศด้วย ตัวพ่อค้านักลงทุน เครือ
ข่ายการตลาดนั้นมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นกระบวน
การต่าง ๆ จึงสามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
รัฐบาลเพียงแต่เปิดทางอำนวยความสะดวกให้ นัก
ธุรกิจเอกชนก็พร้อมจะวิ่งไปข้างหน้า ซึ่งทุกอย่างนี้
ต่างจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง
๔.ความเข้มแข็งของกลไกการปกครอง ไทย
เรายุคก่อนรัชกาลที่ ๕ การปกครองของประเทศ
ยังเป็นไปแบบหลวม ๆ แต่ละเมืองก็มีเจ้าครองเมือง
ดูแลอยู่ รับผิดชอบกิจการในเมืองของตน ถ้าเป็น
หัวเมืองชั้นในก็อยู่ในความดูแลของส่วนกลางใกล้
ชิดหน่อย หัวเมืองชั้นนอกก็เป็นอิสระมากขึ้น ยิ่ง
ชนบทห่างไกลออกไปแล้วยิ่งมีอิสระมาก บางแห่ง
อำนาจรัฐเข้าไปไม่ถึงเลย ส่วนของญี่ปุ่นอำนาจรัฐ
ได้เข้าไปถึงแทบทุกจุดของประเทศ ระบบการจัด
เก็บภาษีเป็นไปอย่างเข้มงวด นโยบายและคำสั่ง
จากรัฐบาลกลางจะถูกถ่ายทอดไปยังทุกชุมชนและ
ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ฝ่าฝืนจะถูก
ลงโทษอย่างรุนแรง กลไกของรัฐจึงมีบทบาทนำ
สังคมได้มากและได้ผลอย่างดียิ่ง
เราลองดูอย่างง่ายๆเรื่องการศึกษา ไทยเรา
๕๒ ตุลาคม ๒๕๓๗ กัลยาณมิตร
เริ่มยุครัชกาลที่ ๕ ปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ค่อย ๆ
พัฒนาเรื่องการศึกษา มีโรงเรียนมหาดเล็กหลวง
โรงเรียนข้าราชการพลเรือน สร้างโรงเรียนขยาย
ออกไป
กว่าจะเริ่มประกาศใช้พระราชบัญญัติ
€
ก
ประถมศึกษาแห่งชาติ บังคับให้เด็กไทยทุกคน
ต้องเรียนการศึกษาภาคบังคับถึงชั้นประถม
ล่วงเข้าปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ จากนั้นกว่าจะขยาย
การศึกษาภาคบังคับถึงชั้น ป.6 ก็เข้าปีพุทธศักราช
๒๕๐๔ รวมแล้วใช้เวลาเกือบ ๑๐๐ ปี ส่วนของ
ญี่ปุ่นเริ่มรัชสมัยจักรพรรดิเมจิในปีพุทธศักราช ๒๕๑๐
และเริ่มยุคของการพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง พอ
ผ่านไปได้เพียง 4 ปี ก็เริ่มประกาศใช้ระบบโรง
เรียนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และพัฒนา
ไปตามลำดับ ขยายการศึกษาภาคบังคับถึงประถม
ปลายในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ รวมใช้เวลาเพียง
ปี
GO
นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความแตก
ต่างกันของความเข้มแข็งทางกลไกรัฐและพื้นฐาน
ต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ที่ชี้ให้พวกเราเห็นถึงความจริงว่า เมื่อเริ่ม
พัฒนาประเทศ ญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบไทยหลาย
ประการดังกล่าวมาแล้วนั้น มิใช่เพื่อให้เรามีข้อ
อ้างปลอบใจตนเองว่า “ไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง แต่
เพราะตอนเริ่มต้นเราเสียเปรียบเขาต่างหาก” แต่
มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้พวกเรา เวลามอง
อะไรไม่มองอย่างมีอคติคิดเข้าข้างตนเอง ปลอบใจ
ตัวหรือมองอย่างดูถูกตัวเอง แต่ต้องฝึกมองด้วยใจ
เป็นกลาง มีวิสัยทัศน์ที่กระจ่างชัด มองเห็นสิ่งต่างๆ
ไปตามความเป็นจริง เข้าใจเหตุและผล เงื่อนไข
ปัจจัยของเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง
สำหรับตอนต่อไปในฉบับหน้า เราจะมา
วิเคราะห์ดูกันว่า นอกจากปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อให้
ดังกล่าวแล้ว คนญี่ปุ่นมีคุณสมบัติดีเด่นอย่างไร
จึงพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้