ข้อความต้นฉบับในหน้า
เพราะเหตุไรเล่า? เพราะพระผู้มีพระ ภาคพร้อมทั้งสมบัติอันยังมิได้ถวายจาก ข่าวนี้ แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว
ภาคเจ้าเคยตรัสเตือนเสมอว่า บุคคล กุศลกรรมนี้ ข้าพเจ้ามิได้ประสงค์ทิพย ออกจากราชสำนักสู่อาณาจักรมครทั่ว
ควรสลดใจเมื่อเห็นผู้อื่นได้รับทุกข์และ สมบัติ หรือความเป็นใหญ่ในโลกแต่ ทุกคามนิคม
วิบัติ ก็ในเหตุการณ์อันเกิดแก่พระราชา ประการใด ข้าพเจ้ามีความปรารถนา ประชาชนของพระราชาผู้ทรงใช้
ธิบดีอโศก จะมีเป็นเหตุแห่งความ รัชสมบัติน้อยนัก เพราะประจักษ์ว่ามัน ตราธรรมจักรเป็นตราแผ่นดินได้ทราบ
สังเวชสลดจิตอย่างยิ่งดอกหรือ? เหตุ ผ่านไปรวดเร็วเหมือนกระแสสินธุ์ จาก แล้ว กอดแขนทั้งสองเข้ากับอกได้
การณ์นี้เป็นการเผยสัจธรรมให้ปรากฏ กุศลกรรมนี้ ข้าพเจ้าปรารถนารางวัล ทั่วอาณาจักรมคอระงมด้วยเสียงคร่ำ
แต่สามัญชนทั่วไป ผู้กำเริบด้วยความ อันประเสริฐคือ การปกครองตนเองได้ ครวญ
ทะนงในชีวิตและความสุขสำราญ รางวัลนี้พระอริยเจ้าสรรเสริญกันนัก ฝ่ายพระภิกษุสามเณร ทั่วทุก
แลแล้วประธานสงฆ์ให้ปอกมะ สมบัตินี้เมื่อได้แล้วไม่กลับกลายเป็นอื่น” อารามได้สวดพระพุทธพจน์อันเน้นหนัก
ขามป้อมแล้วให้ค่าให้ละเอียดละลายน้ำ
บริสุทธิ์แจกสงฆ์ทั้งหมดซึ่งประชุมอยู่ ณ ทั้งหลายให้ประทับพระราชลัญจกร เจ็บ ตาย เช่นธัมมนิยามสูตร อนัตต
บัดนี้วาระสุดท้ายแห่งพระชนม
ทีนั่น
แลแล้วพระราชทานแก่เสนาบดี ในทางไตรลักษณ์ และความ เกิด แก่
เมื่อดื่มแล้วภิกษุทั้งหมดสำรวม ชีพของจอมจักรพรรดิได้มาถึงแล้ว พระ
จิตถวายอนุโมทนาแต่ธรรมิกราช แผ่ องค์ผู้โชนศึกมาในเบื้องต้น แล้วหันพระ
เมตตาให้ดวงพระวิญญาณอันประเสริฐ ทัยมาใฝ่ธรรมในท่ามกลางและที่สุด
ของพระองค์ไปสู่สุคติควรแก่กุศลกรรม จอมคนแห่งมคธรัฐ ประนม
ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมา
ลักขณสูตร อาทิตตปริยายสูตร ชราสูตร
และปัพพโตปมคาถา เป็นต้น แล้วน้อม
จิตแผ่เมตตาถวายพระราชกุศล
ภิกษุที่ยังเป็นปุถุชนก็อดสั่นสะ
เทือนใจมิได้ ส่วนที่เป็นอรหันต์ก็ปลง
พระหัตถ์ไว้เหนือพระอุระหลันพระเนตร ธรรมสังเวช
พระราชาผู้ประดิษฐานองธรรม
ฝ่ายพระราชาอโศกตรัสถามฉัตร ลง สีพระพักตร์ค่อยๆ แจ่มใสขึ้นทีละ
มหาเสนาบดีอีกครั้งหนึ่ง “สหาย! จง น้อยลมอัสสาสะ ปัสสาสะผ่อนเบาลง จักรให้โบกสะบัดพริ้วหัวชมพูทวีป และ
บอกข้าพเจ้าด้วยเถิดว่า บัดนี้ใครเป็น ตามลำดับ
พระราชาแห่งประเทศนี้?”
อาณาจักรใกล้เคียงได้เสด็จไปแล้ว แต่
สายใยแห่งกายเนื้อและกายทิพย์ พระเกียรติคุณของพระองค์คงดำรงอยู่
อัครมหาเสนาบดีกราบทูลว่า อันเนื่องกันมาเป็นเวลา ๖๐ ปีเศษได้ขาด ในห้วงหทัยของปวงพุทธศาสนิกทั่วโลก
“ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็น สะบั้น ทิ้งเฬวระไว้เป็นเทวทูตเดือน ตราบเท่าทุกวันนี้
พระเจ้าแผ่นดิน พระพุทธเจ้าข้า” คนทั้งหลายว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิดขึ้น
เมื่อทรงสดับดังนี้ พระเจ้าอโศก แล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา
จึงทรงลุกขึ้นเล็กน้อยเหยียดพระหัตถ์ เมื่อทราบแน่ว่า พระราชาผู้เป็น
นมัสการไปทางชุมนุมสงฆ์ แล้วให้อา- ที่รักสิ้นพระชนม์แล้ว พระมเหสี พระ
โอรส ธิดา และเหล่าเสนาบดี อำมาตย์
ลักขณ์บันทึกความดังนี้
อนิจจา) อำนาจและชีวิตเป็นสิ่ง
ไม่ยั่งยืน มีอันเปรียบด้วยอุทกธาราอัน
ไหลบ่าในลำน้ำ ไม่ช้าก็ต้องลดลง
ใครเล่าจะคัดค้านพระดำรัสของ
“ความสุขอันเป็นโลกียะทั้งมวล
พระผู้มีพระภาคเจ้า
“ประเทศนี้มีมหาสมุทรเป็นขอบ ราชบริพารทั้งหลายต่างแสดงอาการโศ
เขตเหมือนอยู่ในผ้าสไบสีเขียวมรกต การปริเวทนา ดวงหน้าทุกคางชุ่มโชก มีที่สุดเป็นทุกข์" แม้พระราชาผู้ยิ่งใหญ่
ประเทศนี้อุดมด้วยบ่อพลอย เป็นที่อาศัย ด้วยอัสสุชล บางคนมิอาจทนได้ก็ล้ม พระนามว่า "อโศก” ก็ต้องถึงแล้วซึ่ง
ของสัตว์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอถวายพื้น กลิ้งลงเสมือนคนเท้าขาดทั้งสองข้าง ความโศก
ธรณีอันกว้างใหญ่ไพศาลลงไปจนจดฝั่ง เพราะลูกศรคือความโศกสลดพุ่งเสียบ
สมุทรแด่พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ หทัย
อวสาน
(XIXIX)
กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๓๗ ๑๐๙