ข้อความต้นฉบับในหน้า
เป็นการเห็นอันประเสริฐ
พอท่านดูไปเรื่อยๆ พระธรรม
กายยิ่งใส ยิ่งสว่าง ยิ่งชัดขึ้น คำว่ายิ่ง
ชัดขึ้นนี้แปลก หากมองดูวัตถุสิ่งของ
ข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นเพชรเป็นพลอย
เมื่อดูไปนานๆ ก็จะเกิดมึนศีรษะ ยิ่งดู
ยิ่งมัว เพราะระบบประสาทตาเรามี
ขอบเขตจำกัดในการดู แต่ว่าดู
พระธรรมกายภายในจะยิ่งชัดขึ้นไป
เรื่อยๆ เป็นความชัดที่ไม่มีขอบเขต
จำกัดเช่นเดียวกัน เรียกว่า ชัดเกิน
ชัดทีเดียว จนกระทั่งเห็นรายละเอียด
ทั้งหมดที่มีอยู่ในพระธรรมกายได้ นี่
คือความแตกต่างจากการเห็น
ภายนอกกับการเห็นภายใน
ในคืนนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ท่านก็มีความสุขกับการที่ได้เข้าถึง
พระธรรมกาย ท่านมองไปด้วยความ
ปีติเบิกบาน เกิดความภาคภูมิใจว่า
เราเกิดมาชาตินี้นี่ มาพบพระพุทธ
ศาสนา มาได้บวชเป็นพระภิกษุ ได้
ศึกษาธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราก็ได้เข้าถึง
ธรรมที่พระองค์ได้ทรงบรรลุ คือ
ธรรมกาย การสละชีวิตของเราในครั้ง
นี้ มันคุ้มเกินคุ้มทีเดียว เพราะเราได้
พบในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตแล้ว
เพราะฉะนั้น การเห็น
ธรรมกายของท่านนั้น คุ้มเกินคุ้ม
ท่านเห็นธรรมกายชัดใสแจ่มทีเดียว
ทั้งยิ่งดูยิ่งชัด ยิ่งดูยิ่งใส ยิ่งดูยิ่ง
คํานวณว่าความสุขที่เกิดขึ้นจากการ
ได้เห็นพระธรรมกายที่เพิ่มปริมาณไป
ทุกอนุวินาทีนั้น จะไปสิ้นสุดตรงไหน
ท่านดูต่อไปเรื่อย จนกระทั่งในที่สุดถึง
เช้าทีเดียว
ตัดสินใจเป็นทั้งครูและ
นักเรียนวิชชาธรรมกาย
ครั้นเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน
ได้บรรลุธรรมตามรอยพระสัมมา
สัมพุทธเจ้าในคืนนั้นแล้ว ท่านก็มา
สอบสวนในภาคปริยัติว่า สิ่งที่เรียกว่า
ธรรมกาย ในตัวท่านที่ได้ค้นพบเมื่อ
คืนนั้น ตรงกับในพระไตรปิฎกบ้างไหม
แล้วท่านก็พบว่าตรงกัน มีคำว่า
ธรรมกายปรากฏอยู่ในหลายที่ทีเดียว
อยู่ในพระไตรปิฎก
เช่น ตถาคตสฺส เหตุ วาเสฏฐา
อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ พฺรหมฺกาโย
อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหมภูโต อิติปีฯ
“ดูก่อน วาเสฏฐะ อันว่า คำว่า
คัส
“ธรรมกาย” ก็ดี “พรหมกาย" ก็ดี
“ธรรมภูต” ผู้ที่เป็นธรรมก็ดี หรือ
“พรหมภูต” ผู้ที่เป็นพรหมก็ดี นี้แหละ
เป็นชื่อของเราตถาคต”
ปรากฏอยู่ในทีฆนิกาย ปาฏิก
วรรค ฉบับบาลี ปี ๒๕๓๕ หน้า ๙๒
“ธมฺมกายญจ ที่เป็นต์ เกวล
รตนากร วิโกเป น สกฺโกนติ โก
ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ”
อปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๑๓๙ หน้า ๒๔๓
บรรทัดที่ ๑ ฉบับบาลี ปี ๒๕๓๕ ฯลฯ
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่วันนั้น
เป็นต้นมา ท่านก็มีความตั้งใจที่จะทำ
หน้าที่ ๒ อย่างในชีวิตนี้ คือ เป็นทั้ง
ครู และนักเรียน
คำว่า เป็นครู หมายถึงว่า ท่าน
จะทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งที่ท่านได้บรรลุ
ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ให้มนุษย์
ทุกคนในโลกได้รับทราบ ได้ปฏิบัติ
ได้เข้าถึง เพราะท่านค้นพบว่า
“ธรรมกาย” นั้น ไม่ใช่มีเฉพาะในตัว
ของท่านเท่านั้น แต่มีอยู่ในกายมนุษย์
ของทุกๆ ชาติ ทุกๆ ภาษา ไม่ว่าจะ
มีความแตกต่างกันในด้านความเชื่อ
ความหลากหลายในขนบธรรมเนียม
วัฒนธรรม ประเพณีก็ตาม ทุกคน
ล้วนมีธรรมกายอยู่ แต่เขาไม่รู้ว่า
ธรรมกายมีอยู่ในตัว เมื่อไม่รู้ เขาจึง
ไปแสวงหาสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นที่พึ่งและ
ที่ระลึกที่จะช่วยให้พ้นจากความทุกข์
ทรมาน
เบิกบานทีเดียว เหมือนเข้าไปสู่
จักรวาลแห่งความสุขที่ไม่มีประมาณ
บุคคลใดยัง “ธรรมกาย” ให้
สว่างแล้วทั้งสิ้น อันเป็นบ่อเกิดแห่ง
รัตนะทั้งหลาย อันบุคคลทั้งหลายไม่มี
ไม่มีขอบเขตว่าความสุขที่เพิ่มขึ้นนั้น ผู้ใดจะทำร้ายได้ ใครเล่าเมื่อเห็นแล้ว
มันจะไปสิ้นสุดอยู่ที่ตรงไหน เมื่อเห็น
จะไม่ปลาบปลื้มยินดีนั้น ไม่มี"
พระธรรมกายแล้วนั้น ไม่อาจจะ
ปรากฏอยู่ใน ขุททกนิกาย
เพราะชีวิตนั้นเป็นทุกข์ เมื่อ
หาที่พึ่งที่ระลึกไม่ถูกที่เขาก็ย่อมไม่เจอ
เมื่อไม่เจอก็ตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งที่จะ
ช่วยเราได้คือ สิ่งที่ไม่อาจจะเอื้อมถึง
สิ่งที่ไม่อาจจะไปรู้ไปเห็นได้ ทำหน้าที่
เป็นผู้สร้างทุกสิ่ง และอยู่สูงสุดอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น เมื่อยังมีมวล
กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๕๒ ๒๙