ข้อความต้นฉบับในหน้า
นักปราชญ์เหล่าใด เจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิต
ตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระ
สาวกในศาสนาพระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้น ย่อมเป็นพระ
สยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็น
อิสระ ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวลได้ มีจิต
โสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เปรียบดังราชสีห์ เช่นกับนอแรด ฯ
ในพระสูตรนี้ข้าพเจ้าจะ
เย SENDIUM
พระอริยสาวก แต่ก็ไม่ปรารถนาความเป็นพระสัพพัญญู
พุทธเจ้า ย่อมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมี
ตลอดสองอสงไขยแสนกัป จึงตรัสรู้เองได้
ม. เ
คำว่า “มีธรรมใหญ่” ได้แก่ มีธรรมกายรุ่งเรืองและ
ยิ่งใหญ่ เพราะสั่งสมบารมีธรรมไว้
ยาวนานและมีปัญญามากกว่าพระ
อริยสาวกของพระชินเจ้าทั้งหลาย ฯ
กวนติ ปัจเจกชนา สยมภู ๆ
มหนฺติธมฺมา พหุกมุมกายา
คำว่า “มีธรรมกายมาก" ได้แก่
อธิบายความตามนัยแห่งพระสูตร จิตติสสรา สัพพทุกโขติณณา มีธรรมเป็นสรีระ(กาย) มากมาย
และนัยแห่งครูธรรมกายดังต่อไปนี้
คำว่า “นักปราชญ์เหล่าใด” อุทกุกจิตตา ปรมัตถท
ได้แก่ ผู้ที่ได้บรรพชาอุปสมบทเป็น
พระภิกษุในศาสนาของพระพุทธเจ้า
ในปางก่อนทั้งหลาย และได้เจริญ
ภาวนาไว้มากในสุญญตวิโมกข์
อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์
แต่ก็มิได้บรรลุความเป็นพระอริย
สาวกในศาสนาของพระชินเจ้าแม้
พระองค์เดียว ฯ
1
คำว่า “เจริญ” ได้แก่ ทำให้มาก ทำบ่อยๆ และ
สม่ำเสมอ ฯ
คำว่า “สุญญตวิโมกข์” ได้แก่ การตามเห็นด้วยวิปัสสนา
ญาณว่า สังขตธรรมทั้งปวงมิใช่ตัวตน
คำว่า “อนิมิตตวิโมกข์” ได้แก่ การเห็นด้วยวิปัสสนา
ญาณว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
9
คำว่า “อัปปณิหิตวิโมกข์” ได้แก่ การเห็นด้วยวิปัสสนา
ญาณว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ 9
คำว่า “ไม่บรรลุความเป็นพระสาวก” ได้แก่ ยังไม่ได้
บรรลุความเป็นพระอริยสาวกตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป แม้
สามารถจะบรรลุได้ ทั้งนี้
ทั้งนี้เพราะมีความปรารถนาที่ตั้งไว้
ยิ่งใหญ่กว่า ด้วยว่า ผู้ที่ปรารถนาจะบรรลุความเป็นพระ
อรหันต์ทั่วไปต้องสั่งสมบารมีมาอย่างน้อยแสนกัป ผู้ที่
ปรารถนาจะบรรลุความเป็นพระอัครสาวกต้องสั่งสมบารมี
มาหนึ่งอสงไขยแสนกัป จึงจะบรรลุความเป็นพระอริยสาวก
ในศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ แต่ผู้ที่มีความ
ปรารถนายิ่งใหญ่กว่านั้น คือผู้ที่ไม่มีความพอใจเพียงเป็น
๗๔ | กัลยาณมิตร ตุลาคม todate
หรือ มีธรรมกายนับไม่ถ้วน ฯ
คำว่า “มีจิตเป็นอิสระ” ได้แก่ มี
จิตไม่ถูกกิเลสทั้งหลายบังคับครอบงำ
เพราะทำลายข้าศึกคือกิเลสได้
เด็ดขาดแล้ว ฯ
คำว่า “ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวล
ได้” ได้แก่ หลุดพ้นจากห้วงทุกข์ทั้ง
หลายในวัฏสงสารได้อย่างเด็ดขาด ฯ
คำว่า “มีจิตโสมนัส” ได้แก่ มี
จิตปลอดโปร่งเบิกบาน เพราะไม่ถูกกิเลสทั้งหลายมีราคะ
เป็นต้นครอบงำเอา ฯ
คำว่า “มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง” ได้แก่ เป็นผู้เห็น
พระนิพพานเป็นปกติ จริงดังนั้น บรรดาประโยชน์ทั้งสาม คือ
ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และ
ปรมัตถประโยชน์ พระนิพพานท่านกล่าวว่า เป็นประโยชน์
อย่างยิ่ง อย่างสูงสุด ไม่มีประโยชน์อื่นยิ่งกว่า อันเหล่าธีร
ชนทั้งหลายผู้ต้องการพ้นจากทุกข์ทั้งมวลบรรลุกันแล้ว
มากมาย 9
คำว่า “เปรียบดังราชสีห์” ได้แก่ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวและ
ไม่เกรงกลัวต่อข้าศึกคือกิเลสทั้งหลาย ประดุจพระยา
ไกรสรราชสีห์ ย่อมไม่หวั่นไหวและไม่เกรงกลัวต่อสัตว์
ทั้งปวงฉะนั้น ๆ
คำว่า “เช่นกับนอแรด” ได้แก่ เป็นผู้ชอบเที่ยวไปผู้เดียว
เพราะไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ เหมือนเขาหรือนอของสัตว์
ตัวมีเขาเดียวฉะนั้น ฯ