ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๕.๐๐ น. วันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๒ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทย
และชาวโลกหลายพันล้านคนยังไม่รู้ตัว
ดวงอาทิตย์ยามบ่ายที่เคยสาดส่องผืนดินให้ร้อนระอุ ถูกบดบังด้วยเค้าเมฆฝนเสียสนิท ผืนฟ้าส่งเสียง
คำรามดังอยู่ที่ไกลๆ จากวัดพระธรรมกาย
ภายใต้หลังคาสภาธรรมกายสากลที่ครอบคลุมพื้นที่ ๒๔๐,๐๐๐ ตารางเมตร เนืองแน่นไปด้วยชาวพุทธที่
ศรัทธาเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมตามแนวของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญทุกคนนั่งสมาธิอย่างสงบนิ่งเคร่งครัด
ไม่สะทกสะท้านหวั่นไหวต่อวิถีชีวิตที่ยังจะต้องเผชิญหน้ากับภาวะวิกฤตที่ถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพการนับถือ
พระพุทธศาสนาจากสื่อมวลชนและบุคคลอีกหลายกลุ่ม ที่รุมเร้าเข้ามาถล่มราวกับพายุบ้าทะเลคลั่ง
๑๒ เดือน ที่ชาวพุทธผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์นับเรือนแสน ได้พิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนกว่า 50 ล้านคนใน
สังคมไทยเห็นชัดแล้วว่า ไม่ว่าวิกฤตการณ์ที่โหมกระหน่ำโจมตีวัดพระธรรมกาย จะด้วยความเข้าใจผิดพลาด การ
สร้างกระแสข่าวบิดเบือน การดูหมิ่น การกลั่นแกล้ง กล่าวหา พิพากษาโทษทัณฑ์ เพื่อโค่นล้มวัดพระธรรมกาย
อย่างรุนแรงและหนักหนาสาหัสแค่ไหน สาธุชนวัดพระธรรมกายก็ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติธรรมด้วยจิตใจอันดี
รู้จักแผ่เมตตาให้อภัย ดำเนินชีวิตด้วยความสงบ และเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่าง
เคร่งครัดตลอดมา ไม่มีชาววัดพระธรรมกายคนไหนออกมาเคลื่อนไหวโดยใช้วิธีต่อต้านและโต้ตอบด้วยความรุนแรง
เพราะสำนึกและรู้ดีว่านั่นไม่ใช่วิธีการอันสันติและถูกต้องของชาวพุทธผู้รักพระพุทธศาสนา
เพราะฉะนั้น จึงมีสิ่งที่ประชาชนในสังคมไทยต้องใช้วิจารณญาณอย่างหนักว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย
เมื่อคนทำความดี ชอบเข้าวัดปฏิบัติธรรม ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนผิด คนบาป คนงมงาย
นี่คือ วิกฤตการณ์พระพุทธศาสนา “สิ่งที่ผิดกลายเป็นถูก สิ่งที่ถูกกลายเป็นผิด ชาวพุทธกำลังถูกรังแก
แดดร้อนระอุ ดินแตกระแหง สายน้ำเปรี้ยว
จุดเริ่มต้นของวัดพระธรรมกาย
ชาวพุทธนับเรือนแสนที่มาประชุมในวันนี้ ทุกคนรู้อยู่เต็มหัวใจว่า พื้นที่ที่พวกเขาอาศัยนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ ณ
วัดพระธรรมกายขณะนี้นั้น แต่เดิมเป็นเพียงท้องนาที่แตกระแหง เต็มไปด้วยก้อนดินแข็ง แสงอาทิตย์แผดเผาจน
ร้อนระอุตลอดวัน ทั้งดินและน้ำเปรี้ยวจัดจนแสบลิ้นแสบจมูก
ทุกคนรู้อยู่เต็มหัวใจว่า สามสิบกว่าปีที่แล้ว ที่นี่ ไม่มีโบสถ์ ไม่มีพระประธาน ไม่มีกุฏิพระ ไม่มีศาลาปฏิบัติธรรม
ไม่มีร่มไม้ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีแม้แต่อนาคตอันรุ่งโรจน์
แต่สิ่งเดียวที่พลิกผืนดินนี้ให้มีชีวิตขึ้นมาได้ คือ ความฝันในวันที่จะเห็นพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองไปทั่ว
โลกของคนเพียงไม่กี่คน
ผู้มาวัดพระธรรมกายในยุคแรกรู้ดีว่า กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาครั้งแรกของวัดพระธรรมกาย เริ่มต้นภาย
ใต้ร่มเงาของเต็นท์เล็กๆ หลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งโล่ง ในวินาทีนั้น ทุกคนต่างก็ไม่มีใครรู้ว่า อนาคตของวัด
พระธรรมกายจะเป็นเช่นไร
แต่แล้ววัดเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญของสังคม ไม่มีใครในประเทศไทยรู้จักมากนัก ก็ค่อยๆ โตวัน
โตคืน สาธุชนที่มาศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน
จากพันเป็นหมื่น และจากหมื่นเป็นแสน วัดพระธรรมกายถูกบังคับให้ต้องมีการจัดการที่เป็นระบบเพื่ออำนวย
ความสะดวกสาธุชนทุกคนที่มาปฏิบัติธรรม ทั้งนี้เพื่อให้สาธุชนทุกคนได้พบกับความสุขภายในจากการนั่งสมาธิ
๕๒ | กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๔๒)