ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตาบอด คงไม่ต้องขยายความ) หากจะให้มีมนุษยธรรม หรือรู้คุณของพระรัตนตรัยด้วยแล้ว ก็ยิ่งยาก
หนักขึ้นไปกว่านี้อีกหลายเท่า เพราะพระรัตนตรัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก พระโพธิสัตว์ท่านต้องบำเพ็ญ
บารมีถึง ๒๐, ๔๐, หรือ ๘๐ อสงไขย จึงจะมีพระรัตนตรัยเกิดขึ้นมา ดังนั้น หากเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว
ยังไม่รู้คุณ ชีวิตก็หาแก่นสารไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม หากได้รู้คุณแล้ว ไม่ว่าจะทำบุญอะไร แม้จะทำ
เพียงเล็กน้อย ผลที่ได้ก็ยิ่งใหญ่อย่างจะนับจะประมาณไม่ได้เช่นกัน เหมือนเจ้าของนารักษาข้าวกล้าของ
ตนไว้ดี เมื่อถึงคราวหว่านต้นกล้าก็ย่อมงอกงามได้ผลเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน
คิดขึ้นมาเองหรือเปล่า ?
การสวดมนต์ระลึกถึงคุณ
เล่ากันว่า บทนมัสการพระพุทธคุณบทนี้ เป็นพุทธฎีกาที่พระพุทธองค์ตรัส ของพระรัตนตรัย จะช่วย
พระธรรมเทศนาเอาไว้ จึงเป็นอันว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโบราณจารย์ทั้งหลายใน
อดีตท่านคิดกันขึ้นมาเอง
ป้องกันอันตรายที่จะเกิด
พระธรรมเทศนาที่อ้างถึงนั้น ว่าด้วย “สาตาครยักษ์” อธิบายสั้นๆ พอเข้าใจ ขึ้นในปัจจุบันได้ เพราะผู้
อย่างนี้ว่า ยักษ์ตนนี้ เคยเป็นพระภิกษุในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ ที่ ระลึก ถึงคุณ ของ
เพราะตนเองกับเพื่อนสนิท รวมทั้งลูกศิษย์อีกหลายร้อย ไปเข้าข้างพระที่ทำผิดศีล
พระรัตนตรัย จนกระทั่งใจ
ผิดวินัย ตนเองกับเพื่อนและลูกศิษย์ ก็เลยต้องมาเกิดเป็นยักษ์ชื่อ “สาตาครยักษ์” ใน
สมัยของพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้ แม้มาเกิดเป็นยักษ์ ก็ยังโชคดี เพราะในวัน เป็นสมาธิมั่นคงแล้ว จะไม่
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ก็มีโอกาสได้ฟังธรรม ฟุ้งซ่านหรือสะดุ้งตกใจ
ร่วมกับเทวดาทั้งหลายด้วย ฟังแล้วก็อดคิดถึงเพื่อนสนิทที่มาเกิดเป็นยักษ์ชื่อ “เหม กลัวเมื่อมีภัยมาถึง แม้
วดยักษ์” ไม่ได้ ก็เลยไปกล่าวนมัสการพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้าให้เพื่อนฟัง...ต่อ กระทั่งมีอันตรายถึงกับชีวิต
มาพระอรหันต์ทั้งหลายจึงได้ยกเอาพระบาลีนมัสการพระพุทธคุณนี้ ยกขึ้นสู่
สังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง หลังจากนั้น พระโบราณจารย์เจ้าทั้งหลาย จึงได้ยกขึ้นมาใช้ ก็จะเกิดความมั่นใจได้ด้วย
เพราะเห็นว่าเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป
ใช้บทอื่นแทนไม่ได้หรือ ?
แม้ในพระไตรปิฎกจะมีบทสรรเสริญนมัสการพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่
มากก็จริง แต่บทอื่นก็ไม่ปรากฏว่าเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในหมู่สาธุชนเหมือนกับบท
“นโม” นี้ คนที่ไม่รู้จัก ก็เห็นจะมีแต่พวกคนพาล หรือพวกที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเท่านั้น....
หากจะอุปมาก็คงเปรียบบท “นโม” ว่าเหมือนพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ เมื่อขึ้นมา
ในห้วงเวหา ปราศจากเมฆหมอกมาบังตา เป็นประธานยิ่งกว่าดวงดาราทั้งปวง ก็
ย่อมปรากฏแก่ชนเป็นอันมาก เว้นไว้แต่สัตว์ที่อยู่ใต้แผ่นดิน หรือพวกที่อยู่ใน
โลกันตร์นรกเท่านั้นที่มองไม่เห็น
ส่วนว่าบท “นโม” นี้จะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายขนาดไหนนั้นก็คงต้องยกตัวอย่าง
เรื่องราวในพระไตรปิฎกมาเทียบเคียงดู จะได้รู้ว่า อ้อ!! บท “นโม” นี้แน่จริงๆ
เรื่องแรก นางพราหมณีชื่อ ธนัญชานี” ได้เป็นโสดาบันแล้ว ปกติเวลาที่นาง
จาม ไอ หรือพลาดพลั้งทำอะไรไป ก็จะอุทานว่า “นโม ตสฺส ฯ” ทุกครั้ง จนกระทั่ง
วันหนึ่ง นางได้อุทานด้วยเสียงอันดังอย่างนั้นอีก จนพราหมณ์สามีโกรธแล้วด่านาง
ตนเองว่า จะมีสุคติโลก
สวรรค์เป็นที่ไปอย่าง
แน่นอน
กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๔๖๙