ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทำให้คนอื่นหรือสังคมเดือดร้อน คือ ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน เขาย่อมทำได้โดยมีเสรีภาพบริบูรณ์ อยู่ๆ ใครจะมาด่าว่าเขา ย่อมไม่มีสิทธิเลย
เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อต่างๆ กันไป
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ชาววัดพระธรรมกายทำอยู่ในขณะนี้ คือ มาเข้าวัด ทำบุญ สวดมนต์ ฟังเทศน์ นั่งสมาธิ
ปฏิบัติธรรม ทำความดีตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธ
ศาสนา ไม่มีใครมีสิทธิมาละเมิด ด่าว่า ดูหมิ่น กล่าวหาได้เลย ถ้าใครล่วงละเมิดเสรีภาพนี้ ย่อมกำลังทำผิด
กฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
แล้วเมื่อดูในย่อหน้าที่ ๒ ของมาตราที่ ๓๘ ยิ่งระบุไว้หนักแน่นชัดเจนว่า ในการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว
ตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อัน
ควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ หรือ
ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น
ทุกตัวอักษรในย่อหน้าที่ ๒ นี้ ย้ำชัดลงไปเลยว่า ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวนั้น รัฐธรรมนูญย่อมให้การคุ้มครอง
แม้กระทั่งองค์กรของรัฐก็ตามหรือใครก็ตาม จะมาจำกัด ริดรอน ละเมิด สิทธิเสรีภาพในการนับถือหรือการ
ปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาไม่ได้เลย ไม่มีใครมีสิทธิมาห้าม ไม่มีใครใช้อำนาจมากลั่นแกล้งได้ เพราะเป็นการ
ละเมิดรัฐธรรมนูญ เป็นการทำผิดกฎหมาย
เพราะฉะนั้น จะเห็นชัดเจนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา การทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาของชาววัดพระธรรม
กายท่าถูกต้องกฎหมายสูงสุดของประเทศมาโดยตลอดอย่างสิ้นเชิง
มาตรา ๗๓ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดี
และความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ เพื่อ
เสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
นอกจากรัฐจะมาห้ามเสรีภาพในการนับถือศาสนาไม่ได้แล้ว รัฐยังจะต้องให้ความอุปถัมภ์ สนับสนุน คุ้มครอง
ในการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะฉะนั้น การที่ชาววัด
พระธรรมกายชวนคนมาทำความดี ชวนคนมาทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา รัฐจะต้องให้การสนับสนุน ให้การ
อุปถัมภ์คุ้มครอง คือ ถ้ามีใครมารังแก รัฐต้องเข้ามาช่วยแก้ไข เพราะนี่เป็นหน้าที่ของรัฐ และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
ปลดแอกวิกฤตพระพุทธศาสนาด้วยมือชาวพุทธ
เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว จะพบความจริงที่ชัดยิ่งกว่าชัดเสียอีกว่าการที่วัดพระธรรม
กาย เผชิญหน้าภาวะวิกฤตที่โหมกระหน่ำโจมตี ด้วยการสร้างกระแสข่าวบิดเบือน การดูหมิ่น การกลั่นแกล้ง
การกล่าวหา การพิพากษาโทษทัณฑ์จากสื่อมวลชนและกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม เพื่อขัดขวางการทำความดี การทำทาน
รักษาศีล เจริญภาวนาของสาธุชนที่มาวัดพระธรรมกายอย่างรุนแรงและหนักหนาสาหัสตลอด ๑๒ เดือนนั้น
อย่างที่เกิดขึ้นแสดงให้ผู้มีใจเป็นธรรมทั้งหลายเห็นว่า สิ่งที่ผิดกำลังเป็นสิ่งที่ถูก และสิ่งที่ถูกกำลังเป็นสิ่งที่ผิด คน
ดีกำลังถูกรังแก
ทุก
แต่ที่ยังไม่เคยมีปรากฏว่า ยุคใดสมัยใดของประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตชาวพุทธ ถึงขนาดฆราวาส
ชี้หน้าด่าพระมหาเถระผู้ใหญ่ ผู้ทรงคุณวุฒิและวัยวุฒิเป็นที่เคารพรักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง อีกทั้งทำหน้าที่
กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๕๖
๕๙